
วิจัยชี้สะท้อนภาพเรียนเยอะ'ไร้คุณภาพ'
ทีดีอาร์ไอ งานวิจัยชี้ชัดหลักสูตรการศึกษาไทยสะท้อนภาพเรียนเยอะ ไร้คุณภาพ แนะ ศธ.ปรับหลักสูตรเรียนน้อยลง ปรับปรุงการใช้แท็บเล็ตเพื่อเรียนรู้โลกกว้างมากขึ้น
26มี.ค.2556 นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยโครงการวิจัยยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างความรับผิดชอบ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการวิจัยโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาแกนกลางของนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า เนื้อหาหลักสูตรแกนกลางปีการศึกษา 2551 ที่จัดทำขึ้นล่าสุดนั้น มีการสอดแทรกแนวคิดการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปมากขึ้น แต่การบริหารองค์ความรู้ในหลักสูตรยังมีหลายส่วนไม่สอดคล้องกัน
โดยเฉพาะการกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผลตามตัวชี้วัดในมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มมีความละเอียดและซ้ำซ้อน ส่งผลให้เนื้อหาหลักสูตรที่เรียนในแต่ละโรงเรียนไม่แตกต่างกันเพราะจะต้องปฏิบัติตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ป.1 แนะนำตัวเอง (อินโทรดักชั่นยัวเซลฟ์) จนถึง ป.6 ก็ยังแนะนำตัวเองอยู่ ดังนั้นเห็นว่าความซ้ำซ้อนของเนื้อหาค่อนข้างมากจึงไม่สามารถสะท้อนผลการนำไปสู่การเรียนรู้ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้เมื่อศึกษาวิจัยถึงโครงสร้างชั่วโมงเรียนของเด็กไทย พบว่า โดยเฉลี่ยเวลาเรียนนักเรียนระดับประถมศึกษา ถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี ม.ต้น ไม่เกิน 1,200 ชั่วโมงต่อปี และม.ปลาย รวม 3 ปี ต้องไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง เป็นเวลาที่มากเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีชั่วโมงเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 700-800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น อย่างไรก็ตามนโยบายการศึกษารูปแบบใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จะลดชั่วโมงการเรียนของเด็กลงนั้น จำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาและวิธีการสอนของครูด้วยว่าควรปฏิบัติอย่างไร โดยอาจเน้นเฉพาะการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นจากการเรียนในแต่ละวิชา ควบคู่กับการสอนผ่านโครงงานเพื่อให้เด็กฝึกปฏิบัติจริง และสามารถใช้เวลาในการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้มากขึ้น เป็นต้น
“ได้ศึกษาเนื้อหาในการเรียนผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต พบว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนยังทำได้ไม่ดี โดยเนื้อหาหนังสือที่มีในแท็บเล็ตเน้นการแปลงจากหนังสือเรียนมาเป็นไฟล์พีดีเอฟ การสร้างรูปแบบบทเรียนต่างๆ ยังเป็น 2 มิติอยู่ ศธ.ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้มากขึ้น ขณะเดียวกันตัวชี้วัดที่อิงกับหลักสูตรในแต่ละชั้นปีซึ่งมีความละเอียดมาก ทำให้การจัดการเรียนการสอนเชิงบูรณาการทำได้ค่อนข้างยาก เพราะครูต้องยึดการสอนตามตัวชี้วัดนั้นๆ ขณะที่การผลิตตำราก็จัดทำกันตามตัวชี้วัด ดังนั้น ตำราต่างๆ ไม่ว่าจากสำนักพิมพ์ใดก็ต้องปฏิบัติตามตัวชี้วัด แม้ว่าในหลักสูตรใหม่ปี 51 จะมีการกำหนดตัวชี้วัดที่ก้าวหน้าขึ้นจากเดิม เช่น ตัวชี้วัดสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาคนในศตวรรษที่ 21 แต่ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อหาหลักสูตรที่เรียนจริง” นายวรพจน์ กล่าว



