
ดินแดนแห่งธรรมชาติ ท่ามกลางม่านหมอก
เม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาทุกวันในช่วงนี้เป็นสัญญาณบอกถึงการมาเยือนของฤดูฝน อันจะหมายถึงฤดูกาลท่องเที่ยวในแถบทะเลอันดามันปิดฉากลงแล้ว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงเริ่มเปลี่ยนจากการเที่ยวทะเลขึ้นไปรับอากาศบริสุทธิ์ตามยอดดอยในภาคเหนือแทน หรือบางคนอาจเลือกไปเที่ยวน้
วันนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวเมืองเลย โดยจุดหมายแรกก็คือที่ อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ที่นี่อาจมีชื่อเสียงไม่โด่งดังไม่เท่า ภูเรือ หรือภูกระดึง แต่ก็นี่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายทั้งน้ำตก ภูเขา รวมถึงต้นไม้นานาพันธุ์ โดยเฉพาะ "น้ำตกตาดเหือง" หรือ "น้ำตกมิตรภาพไทย-ลาว" ความสำคัญของที่นี่คือเป็นที่กั้นเขตแดนระหว่างไทยกับลาว แรงดึงดูดใจให้นักเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามิได้มีเพียงความงดงามของสายน้ำตกเท่านั้น แต่ยังมีประวัติศาสตร์ของอุทยานฯ ช่วยกระตุ้นต่อมคนอยากรู้อยากเห็นได้เที่ยวชมเพลิน จนกระทั่งเม็ดฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักนั่นแหละ จึงเป็นที่รู้โดยปริยายว่าโปรแกรมวันนี้ต้องสิ้นสุดลงแค่นี้
เช้าวันใหม่ของอากาศกำลังเย็นสบายและเต็มไปด้วยม่านหมอก การเดินทางเพื่อดูไปพระอาทิตย์ขึ้นที่ ก่องเบิก เป็นภารกิจแรก โดยเส้นทางที่ใช้เดินทางไปกลับเป็นทางขึ้นเขาทั้งลาดและชันสลับกันระยะทางร่วม 5 กิโลเมตรใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมาถึงจุดหมาย แต่น่าเสียดายที่วันนี้ไม่สามารถเห็นความงามของพระอาทิตย์ขึ้นได้เต็มที่ เพราะฝนที่ตกในตอนกลางคืนทำให้มีเมฆหนาแน่น แต่ในช่วงที่เดินลงไปยังที่พักต้องผ่านแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เช่น หินสี่ทิศ ถ้ำเกีย ตาดเสือ ตาดเลียงผา ฯลฯ แม้จะรู้สึกเมื่อยขบอยู่บ้างแต่ด้วยความงามทางธรรมชาติก็ช่วยให้ความเหนื่อยหายไปอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากเดินทางออกจากภูสวยทรายพวกเรามุ่งตรงไปที่ วัดศรีโพธิ์ชัย อำเภอนาแห้ว วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของเชียงแสนและหลวงพระบาง ทำให้มีเสน่ห์สวยงามน่าค้นหา อีกทั้งที่นี่ชาวบ้านจะใช้จัดงานใหญ่ในเทศกาลสำคัญต่างๆ เสร็จจากการชื่นชมความงามของวัดที่ผสมผสานหลากอารยธรรมเข้าด้วยกัน เราก็เดินทางไปต่อที่ "อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมานตอนบน" เพื่อรับประทานอาหารกลางวันพร้อมล่องแพชมบรรยากาศภายในอ่างเก็บน้ำ
พออิ่มท้องแล้วรถก็มุ่งหน้าสู่อำเภอ เชียงคาน เมืองที่อนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีโบราณมากมาย โดยจุดหมายแรกในการมาเยือนเมืองเชียงคานคือตำบลนาซ่าว เพื่อดูชาวบ้านเตรียมตัวจัดงานบุญหลวงในวันรุ่งขึ้น โดยทุกคนต่างสนุกสนานกับการละเล่นพร้อมทำอาหารเลี้ยงแขกผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเอง ดูชาวบ้านเตรียมงานเพลินจนถึงค่ำ ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับที่พักโดยวันนี้เราจะพักที่ถนนชายโขง เมืองที่เงียบสงบคงไว้ซึ่งความเก่าแก่ของบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำโขงไร้ซึ่งแสงสีต่างๆนับเป็นเสน่ห์ที่ชวนหลงไหลของที่นี่
เช้าวันแรกที่เชียงคานเป็นบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก เพราะแค่เปิดหน้าต่างบ้านพักไปก็จะเห็นประเทศลาวซึ่งมีแค่แม่น้ำโขงกั้นกลางเอาไว้เท่านั้น แต่จะมัวอ้อยอิ่งกับความงามนี้ไม่ได้เพราะวันนี้เรามีภารกิจที่ต้องทำมากมาย เริ่มต้นด้วยการไปดู ขบวนแห่ผีขนน้ำ ซึ่งมีความเชื่อว่ามีขึ้นเพื่อตอบแทนบุญคุณของวัวและควายที่ช่วยในการทำมาหากินรวมถึงเป็นการขอฝน โดยทำกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 300 ปี
หลังจากชมวัฒนธรรมตามความเชื่อของชาวบ้านเสร็จแล้ว จุดหมายต่อไปของเราก็คือไปสักการะ พระใหญ่ภูคกงิ้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาลักษณ์ของเมืองเชียงคาน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย โดยพระใหญ่องค์นี้สร้างขึ้นเพื่อบอกเขตแดนประเทศไทยเพราะที่นี่เป็นจุดสุดเขตแดนของไทย อีกทั้งตรงนี้สามารถมองเห็นจุดที่แม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงมาบรรจบได้อีกด้วย จากนั้นเราล่องเรือชมธรรมชาติของสองฝั่งไทยลาวตามลำน้ำโขงไปจบที่ แก่งคุดคู้ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเชียงคาน โดยที่นี่เป็นแก่งหินใหญ่ขวางกลางแม่น้ำโขงตรงช่วงโค้งของลำน้ำพอดี ทำให้เกิดน้ำเชียวไหลผ่านแก่งในหน้าน้ำ
วันสุดท้ายของการเดินทาง แสงแดดในยามเช้าปลุกให้ตื่นขึ้นมาเพื่อ ใส่บาตรข้าวเหนียว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมของที่นี่ เสร็จจากการทำบุญแล้วก็ถึงเวลาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานชมเมืองเชียงคานในยามเช้า โดยเมืองเก่าแห่งนี้มีความสวยงามหลากหลาย ทั้งย่านบ้านเก่า วัดต่างๆ รวมถึงความเป็นอยู่ในวิถีชาวบ้านสมัยโบราณ เป็นต้น
ชื่นชมกับความงามหลากหลายของเมืองเชียงคานได้ไม่นานก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับ แต่ก็ถือเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับการได้มาเที่ยวในเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายทั้งทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒธนธรรมแห่งนี้ เป็นอันจบทริปครั้งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
เรื่อง - ภาพ... "ณัฐพงษ์ โปธา"



