ไลฟ์สไตล์

ยกเครื่องสหกรณ์ไทยทั้งระบบรับเออีซี

ยกเครื่องสหกรณ์ไทยทั้งระบบรับเออีซี

25 มี.ค. 2556

ถึงเวลาปรับขบวนสหกรณ์ไทย ต้องยกเครื่องทั้งระบบรับเออีซี : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                         แม้ประเทศไทยจะมีการจัดตั้งระบบสหกรณ์มายาวนานนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการจัดตั้งกรมสถิติพยากรณ์เป็นกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ โดยพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ อธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ ได้ทรงจัดตั้งสหกรณ์ชนิดไรฟ์ไฟเซนที่ จ.พิษณุโลก ภายใต้ชื่อ “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” จดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2459 แต่ถึงวันนี้เวลาผ่านไปถึง 98 ปี แต่การดำเนินกิจการของแต่ละสหกรณ์ยังคงไปคนละทิศคนละทางและขาดความเป็นเอกภาพ

                         นี่ก็ยังเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 ปีที่กลุ่มประเทศสมาชิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน จะมีการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กรอบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จึงทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการระดมความคิดเห็นเพื่อปรับขบวนสหกรณ์ทั้งระบบมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในนามของคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ และล่าสุดมีการระดมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จัดประชุมเชิงปฏิบัติการอีกครั้งในหัวข้อ “พัฒนาและส่งเสริมสหกรณ์” ที่โรงแรมเดอะรอยัล พาราไดซ์ โฮเตล แอนด์ สปา หาดปาตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อกำหนดกรอบพัฒนาความพร้อม การปรับกลยุทธ์ และส่งเสริมเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน

                         นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า  ขบวนการสหกรณ์ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ได้สังเกตจากการขยายตัวของการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสหกรณ์ในภาคเกษตรจำนวน 3,684 แห่ง และและสหกรณ์นอกภาคเกษตร 2,854 แห่ง สมาชิกรวมกว่า 10.9 ล้านคน  มีมูลค่าธุรกิจสูงถึง  1.8 ล้านล้านบาท  และมีกำไรสุทธิรวมกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท  ในปี 2556 นี้ คาดว่ามูลธุรกิจของภาคสหกรณ์จะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่ม ประมาณ 16.90% คิดเป็นมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนพัฒนาขบวนการสหกรณ์ทั้งระบบเป็นไปอย่างมีเอกภาพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถให้แก่สหกรณ์ไทยเป็นที่ยอมรับของสากล และเพื่อเตรียมพร้อมที่จะก้าวเดินในเวทีอาเซียนอีก 2 ปีข้างหน้า ดังนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาและส่งเสริมสหกรณ์” นั้น เป็นการหาข้อสรุปที่จะให้ขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทยต้องเป็นไปทางเดียวกัน เพราะอีก 2 ปี ไทยจะเป็นหนึ่งในเออีซีด้วย ขณะนี้ได้ขับเคลื่อนไปในระดับหนึ่งแล้ว

                         "ที่ผมพูดว่า เราจะก้าวสู่เวทีเออีซี ไม่ใช่แค่คำพูด  แต่เป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมแล้ว เมื่อวันที่ 6-8 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ผมเดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย ผมได้รับรายงานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซียคือคุณกฤต ไกรจิตติ ว่าทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และสหกรณ์ของมาเลเซียแจ้งว่า ต้องการลงนามข้อตกลงร่วมกัน (เอ็มโอยู) ระหว่างสหกรณ์ของไทยกับสหกรณ์มาเลเซียโดยตรง เพื่อค้าขายสินค้าของระหว่างกัน โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเฉพาะข้าว และน้ำตาลจากไทย ตรงนี้เราต้องถามตัวเองว่า เราพร้อมแล้วหรือยัง ถ้าพร้อม ผมจะพาคณะของไทยเราไปลงเอ็มโอยูกับมาเลเซียทันที มาถึงจุดนี้ผมมองว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องพัฒนาสินค้าของสหกรณ์เป็นแบรนด์ของโคออปของเราโดยตรง และต่อไปสินค้าแบรนด์ของโคออปเราก็จะรุกไปในตลาดเออีซี เพราะตอนนี้ถือว่าเราได้เดินก่อนที่เราจะรวมตัวเป็นเออีซีกันแล้ว" นายยุทธพงษ์กล่าว 

                         ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการอีกครั้งในหัวข้อ “พัฒนาและส่งเสริมสหกรณ์”นั้น เป็นการกำหนดกรอบและแนวทางพัฒนาสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมถึงแนวทางการพัฒนาสหกรณ์ 7 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  ที่ประชุมมีการซักซ้อมการปฏิบัติงานเพื่อเตรียมขับเคลื่อนสหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติ  มีการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมาได้ข้อสรุป คือ สหกรณ์การเกษตร จะร่วมบูรณาการทำงานร่วมกันในรูปของคณะกรรมการร่วม  ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสหกรณ์การเกษตร โดยกำหนดแผนงานของโครงการที่จะพัฒนาร่วมกัน คือพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งในสหกรณ์การเกษตร และจะมีการปรับรูปแบบการให้การสนับสนุนเงินกองทุน ตามรูปแบที่ทางสหกรณ์การเสนอ 

                         ส่วนสหกรณ์ประมง มีความสนใจการกำหนดรูปแบบการพัฒนาสหกรณ์ เนื่องจากสหกรณ์ประมง มีข้อจำกัดด้านทุน  ด้านธุรกิจ จึงได้นำเสนอรูปแบการพัฒนาใหม่ คือการให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาในเรื่องของบุคลากร  พัฒนาด้านการบริหาร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจของการพัฒนาประเภทประมง ขณะที่สหกรณ์ร้านค้า สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ เรื่องทุน กับเรื่องของการบริหารจัดการร้านค้า เนื่องจากร้านค้าสหกรณ์จำเป็นต้องสู้กับธุรกิจข้ามชาติ ห้างโมเดิร์นเทรด 

                         ฉะนั้นร้านสหกรณ์ต้องการแหล่งทุน  เพื่อดำเนินการในการบริหารจัดการ แต่มีเงื่อนไขคือต้องสามารถบริหารจัดการเงินให้เกิดประโยชน์อย่างมีคุณภาพได้ นอกจากนี้ การบริหารจัดการสินค้าและร้านค้า ก็เป็นสิ่งสำคัญ  จึงมีแนวคิดที่จะร่วมมือกับสหกรณ์ข้ามประเทศ เช่น สหกรณ์การเกษตร  ซึ่งจะเป็นแหล่งในการซัพพลายสินค้าให้แก่สหกรณ์ร้านค้าได้  ขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์ได้ข้อสรุปหลายประการ ประการสำคัญคือจะมีการเชื่อมโยงภาคีต่อเนื่องกัน เพราะการให้บริการเงินกู้  หรือการออมเงินของสมาชิก  จะเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์  ผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย

                         อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมที่ได้ในครั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะนำไปวางหลักเกณฑ์สำคัญ คือ  1.ต้องดูว่ามีแผนที่จะพัฒนาสหกรณ์อยู่แล้วซึ่งผ่านการรับรองของณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) และแผนพัฒนาที่ ครม.เห็นชอบตามเรื่องของวาระแห่งชาติ 2.กรอบที่สองแบ่งเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนแรกคือ วิธีการสหกรณ์ อาจจะไม่ได้เป็นสหกรณ์นิติบุคคล กับสหกรณ์ที่เป็นนิติบุคคล ต้องเสริมความเข้มแข็ง และ3.แผนพัฒนาสหกรณ์แต่ละประเภท ที่มีการนำเสนอให้ คพช.อนุมัติแผนแล้ว และเมื่อนำแนวความคิดมารวมตัวกันจะร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ให้ก้าวไกลมากขึ้น โดยเน้นการนำไปปฏิบัติได้ทันที ซึ่งหลักเกณฑ์ทั้งหมดจะนำเสนอให้สหกรณ์แต่ละประเภทร่วมแสดงความคิดเห็น และส่งกลับมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อรวบรวมนำเสนอ คพช.พิจารณาเห็นชอบต่อไป

                         ก็นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ของไทย ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อีก 2 ปีข้างหน้าขบวนการสหกรณ์ของไทยจะเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้

 

 

---------------------

(ถึงเวลาปรับขบวนสหกรณ์ไทย ต้องยกเครื่องทั้งระบบรับเออีซี : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)