
นายจ้าง-แรงงานกอดคอสู้300
นายจ้าง-แรงงานกอดคอสู้300 ลุ้นรัฐช่วยเสริมสภาพคล่อง : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย... ธรรมรัช กิจฉลอง
“พี่ทำงานมากว่า 10 ปีแล้ว ได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 230 บาท ยังไม่ได้ปรับเป็นวันละ 300 บาท เจ้าของโรงงานบอกว่าสู้ต้นทุนค่าจ้างไม่ไหว หากต้องปรับเพิ่มค่าจ้างให้ลูกจ้างทุกคน โรงงานคงไปไม่รอด ต้องปิดตัวลง ถ้ารับค่าจ้างแล้วโรงงานต้องปิดตัวลง จะต้องตกงาน ไม่มีงานทำ พี่ไม่เอาค่าจ้างวันละ 300 บาท และรับค่าจ้างเหมารายชิ้น ได้วันละ 327 บาท ทุกวันนี้พยายามใช้จ่ายอย่างประหยัด ก็พออยู่ได้ในแต่ละเดือน" กัลยา โยธา วัย 36 ปี พนักงานฝ่ายผลิตหนึ่งในลูกจ้างของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด อ.เมือง จ.ลำปาง ที่ผลิตเซรามิกขาย กล่าว
กิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์ เจ้าของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด ยอมรับว่า โรงงานอยู่ในภาวะลำบาก เพราะต้นทุนผลิตทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำมัน แก๊ส ค่าขนส่งมีราคาสูงขึ้น และยังต้องปรับขึ้นค่าจ้างให้ลูกจ้างเป็นวันละ 300 บาท มีลูกจ้างทั้งหมด 265 คน ในจำนวนนี้มีลูกจ้าง 30 คน ที่ยังไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เนื่องจากเป็นลูกจ้างที่มีทักษะฝีมือยังไม่สูงมาก จึงขอความร่วมมือลูกจ้างกลุ่มนี้ จะทยอยปรับขึ้นค่าจ้างแบบขั้นบันไดจนถึงวันละ 300 บาท โดยบริษัทจะเจรจากับลูกค้าแต่ละรายเพื่อขอปรับขึ้นราคาสินค้า รวมทั้งหยุดขยายการผลิตบางส่วนและปรับเวลาทำงานเป็นแบบวันเว้นวันและแบบนับชิ้นงาน
“ใน จ.ลำปาง ธุรกิจเอสเอ็มอีหลายแห่งปิดตัวลงเงียบๆ แต่ผมยังสู้ต่อ เพราะไม่อยากปิดกิจการ ครอบครัวทำธุรกิจผลิตเซรามิกมา 30 ปี ถึงยุคนี้ต้องตื่นตัวมากที่สุด เพราะ 2 ปีนี้ จ.ลำปาง ปรับขึ้นค่าจ้างแบบก้าวกระโดดจากวันละ 165 บาท เมื่อปี 2554 เป็นวันละ 300 บาท ในปี 2556 ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 40% และมาตรการช่วยเหลือของรัฐ เช่น การลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นกิจการครอบครัวเข้าไม่ถึง การลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมลงร้อยละ 1 ก็ไม่ได้ช่วยลดต้นทุน เพราะลูกจ้างมีน้อย อยากให้รัฐบาลช่วยเงินทุนหมุนเวียน โดยเจรจากับธนาคารผ่อนปรนเกณฑ์ปล่อยกู้สินเชื่อและคิดดอกเบี้ยต่ำ" กิติศักดิ์บอกด้วยน้ำเสียงหนักใจ
สอดรับกับ อธิภูมิ กำธรวรรินทร์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง บอกว่า ได้ปรับตัวโดยลดการจ้างงานแรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ 10-30% และปรับการจ้างงานแบบรายวันเป็นการจ้างแบบรายชิ้นแทน และคาดว่าช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ เซรามิก ใน จ.ลำปาง จะปิดกิจการ 10% จากธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งหมด 1,200 แห่ง ซึ่งสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุดคือ การตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าจ้าง แต่รัฐบาลไม่ตอบรับ จึงอยากให้ผ่อนปรนเกณฑ์ปล่อยกู้สินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีกู้เงินได้สะดวกขึ้น
เช่นเดียวกับ บุญชู กมุทมาโนชญ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพะเยา บอกว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้ค่าจ้างใน จ.พะเยา ปรับเพิ่มขึ้นถึง 90% คือ ปรับจากวันละ 159 บาท เพิ่มเป็นวันละ 222 บาท ในปี 2555 ก่อนปรับเป็นวันละ 300 บาท ในปี 2556 ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานประกอบการเอสเอ็มอี 10% จากทั้งหมด 1,238 แห่ง จะเห็นผลกระทบชัดเจนในเดือนมิถุนายนนี้ โดยกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มจะปิดกิจการ คือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมพื้นบ้าน เช่น ตะเกียบ เย็บปักถักร้อย
“อยากให้รัฐบาลจัดงบตั้งกองทุนเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีโดยตรง เพราะเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานโดยขยายเขตพื้นที่ชายแดนมายัง จ.พะเยา เพื่อให้จ้างแรงงานต่างด้าวได้มากขึ้น เร่งสร้างถนนสายเศรษฐกิจ สายเชียงใหม่-ด่านบ้านฮวก เพื่อลดเวลาขนส่งสินค้าไปยังเมืองหลวงพระบาง และจัดงบเพื่อจัดมหกรรมสินค้าราคาถูกเพื่อให้ผู้ประกอบการได้ระบายสินค้าที่ค้างสต็อก" บุญชูบอกข้อเรียกร้อง
ปกรณ์ อมรชีวิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดย กสร. จัดโครงการนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการแรงงานสัญจรเสริมสร้างองค์ความรู้ให้สถานประกอบการกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้พร้อมจ่ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนให้นายจ้างเข้าถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะเป็นเวทีเพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรค แลกเปลี่ยนประสบการณ์และหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการเลิกจ้างและปิดกิจการของเอสเอ็มอี
เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สรุปโครงการแรงงานสัญจรสนับสนุนค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในช่วงต้นถึงกลางเดือนมีนาคม โดย รมว.แรงงานและผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ไปประชุมและลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานประกอบการไปแล้ว 11 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และสงขลา โดยมี 4 จังหวัดเลิกจ้างแรงงาน ได้แก่ พะเยา สงขลา สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด มีสถานประกอบการ 9 แห่ง เลิกจ้างแรงงานรวม 209 คน ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคมไปจนถึงสิ้นเดือนนี้ จะลงพื้นที่ในอีก 7 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย บึงกาฬ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งจะส่งรายงานผลสรุปของจังหวัดต่างๆ ให้แก่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีต่อไป
...............................................
(นายจ้าง-แรงงานกอดคอสู้300 ลุ้นรัฐช่วยเสริมสภาพคล่อง : คอลัมน์ท่องโลกเรียนรู้ : โดย... ธรรมรัช กิจฉลอง)



