ไลฟ์สไตล์

ประเทศไทยปลอดยาเสพติด

ประเทศไทยปลอดยาเสพติด

23 มี.ค. 2556

ประเทศไทยปลอดยาเสพติด ก่อนเปิดเออีซี : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ

                ป.ป.ส.ทำงานเชิงรุก เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ปัญหาร่วมกับชุมชน และประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อต้อนรับการเปิดเออีซี ในปี พ.ศ.2558 เน้น "รู้เขา รู้เรา" ดึงเยาวชนที่เปรียบเสมือนถ่านหรือฟืน ออกจากยาเสพติดที่เป็นไฟลุกลามทุกคนที่เสพจนอาจถึงแก่ชีวิต โดยประสานกับทุกภาคส่วน รวมทั้งพระสงฆ์ เพื่อเข้าถึงเยาวชนและกลุ่มวัยรุ่นที่มีความเข้าใจผิดเรื่องการเสพยาแล้วสวย โดยเฉพาะ "ยาไอซ์" ที่ได้รับความนิยมสูงและอันตรายมากที่สุดด้วย

               ณรงค์ รัตนานุกูล ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ป.ป.ส.เป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายและโทษเรื่องยาเสพติดทุกประเภทแก่เยาวชน หาแนวทางป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากยาเสพติด ที่ประมาณ 60-70% เกิดจากเยาวชน รวมทั้งป้องกันไปถึงนักโทษในเรือนจำทุกจังหวัด เมื่อจับได้ต้องขึ้นทะเบียนประวัติ ตรวจดีเอ็นเอ เมื่อถูกปล่อยตัวไป และไปก่ออาชญากรรมอีก ก็จะสามารถตรวจสอบได้ ขอความร่วมมือจากชุมชนในการเฝ้าระวัง รู้เขา รู้เรา ป้องกันก่อนจะเกิดเหตุ เป็นการทำงานเชิงรุก โดย ป.ป.ส.จะให้ความรู้ และหาทางป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสถานศึกษา ด้วย โครงการ Drug Abuse Resistance เพราะจากการรวบรวมข้อมูลเด็กที่อยู่ในภาวะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงอายุ 14-19 ปี พบว่า เป็นผู้เสพรายใหม่ถึง 30-40% ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

               "จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสารเสพติดต่างๆ ตั้งแต่ ฝิ่น เฮโรอีน สารประเภทวัตถุออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการมึนเมาต่างๆ ยาม้า ยาบ้า จนกระทั่งถึงยาไอซ์ ที่เพิ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มวัยรุ่นไทยเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ยาไอซ์ได้รับความนิยมมานานแล้ว ในแถบประเทศตะวันตก และในสังคมของคนชั้นสูง ยาไอซ์คือ เมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์ 90% เสพโดยการสูดดมเข้าสู่ร่างกาย เพียงไม่กี่วินาทีสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นสมองโดยตรง ถือเป็นสารเสพติดที่ทำลายสมองของคนเรามากที่สุด"

               อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นไทยนิยมเสพยาไอซ์ คือ เข้าใจว่า หากเสพยาไอซ์จะทำให้รูปร่างดี ผิวพรรณขาวใส เปล่งปลั่ง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ ซึ่งรูปร่างที่ผอมลงเมื่อเสพยาไอซ์ เพราะฤทธิ์ยาเข้าไปกระตุ้นสมอง ทำให้ร่างกายตื่นเต้นตลอดเวลา ส่งผลให้ไม่อยากรับประทานอาหาร ร่างกายจึงซูบผอม ทำให้ร่างกายทรุดโทรมลง

               นายณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ป.ป.ส.มีแนวทางในการป้องกันการระบาดของยาไอซ์ด้วยการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบถึงโทษของยาไอซ์ ใช้ภาพประกอบ ก่อนและหลังการเสพ เช่น ก่อนเสพรูปร่างหน้าตาสวย แต่พอหลังเสพไปประมาณ 6 เดือน ร่างกายเริ่มทรุดโทรมลง และหากเสพไปเรื่อยๆ ก็จะเสียชีวิตในที่สุด

               ดังนั้น จึงประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสอนให้นักเรียนรู้ถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด เปรียบเสมือนเป็นการให้วัคซีนแก่เยาวชน อีกแนวทางหนึ่งคือ ป.ป.ส.จัดอบรมเรื่องโทษของยาเสพติด และวิธีป้องกันยาเสพติด ให้กับพระสงฆ์ เพื่อให้พระสงฆ์เข้าไปสอนด้านศีลธรรมในสถานศึกษา นอกจากนี้ ป.ป.ส.ได้ประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้ครูเป็นผู้ให้ความรู้และแนวทางการป้องกันภัยจากยาเสพติดในโรงเรียนอีกทาง

                วิธีให้เยาวชนหลีกเลี่ยงยาไอซ์ คือ ให้รู้จักโทษ พิษภัยของยาเสพติด อย่าลองเสพ อย่าหลงเชื่อว่า เสพแล้วจะสวย หุ่นดี ซึ่งความจริงไม่เสพย์สามารถสวยได้ อีกส่วนหนึ่ง ผมเปรียบปัญหายาเสพติดเป็นกองไฟที่ลุกอยู่ในบ้านเมืองเรา ชุมชนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ประมาณ 40-50% ลุกเป็นไฟ เยาวชนเปรียบเสมือนถ่านหรือฟืน ที่ถูกจุดไฟด้วยยาเสพติด ฉะนั้นต้องแก้ปัญหาโดยการดึงถ่านหรือฟืนออกมา และดูแลให้ความรู้ ไม่ให้ถ่านหรือฟืนติดไฟ ให้ความรู้ความเข้าใจ เหมือนการนำน้ำไปชะโลมถ่านหรือฟืน การแก้ไขปัญหาต้องแก้ที่ต้นตอ คือ ผู้เสพ หากไม่มีผู้เสพ ก็จะไม่มีสิ่งดึงดูด ยาเสพติดก็ไม่สามารถเข้าไปทำลายเยาวชนของประเทศชาติได้ ซึ่ง ป.ป.ส.กำลังจะเสนอนโยบายนี้ต่อนายกรัฐมนตรี จะได้ป้องกันปัญหาการฆ่าตัดตอนผู้ค้าและผู้เสพ

               "ผมในฐานะเป็นมือปราบมาตลอดชีวิต และเข้ามาบริหารไม่นาน ทำให้ได้เห็นปัญหาการปราบปรามยาเสพติด ป.ป.ส. ดูนโยบาย และข่าวสาร แล้วจึงร่วมมือกับตำรวจท้องที่ ให้ตำรวจท้องที่เป็นผู้ปราบปราม และอีกส่วนหนึ่ง ป.ป.ส.เป็นผู้ปราบปรามเอง บางครั้ง ป.ป.ส.ก็เป็นผู้ติดตามตำรวจท้องที่ไป เพราะมีกำลังพลน้อย เป็นองค์กรเล็ก จำเป็นต้องพึ่งตำรวจท้องที่ แต่ ป.ป.ส.ก็จะมีหน่วยสืบสวน เเป็นหน่วยที่หาข่าว รวบรวมข่าว และวิเคราะห์ข่าว โดยจะรู้ว่ายาเสพติดมาจากพื้นที่ใด"

                รักษาราชการแทนเลขาธิการป.ป.ส.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้ประสานไปยังรัฐบาลพม่า ขอความร่วมมือไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาในประเทศ ซึ่งตอนนี้เริ่มต้นสำรวจโดยการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ดูตามแนวตะเข็บชายแดน ใช้วิธีการสกัดกั้น โดยวางกำลังตามแนวทางคมนาคมที่เสี่ยงในการลักลอบขนยาเสพติด อีกส่วนหนึ่งคือ มาตรการในการยึดทรัพย์ เนื่องจากคนจำพวกนี้ค้ายาเสพติด เพราะต้องการเงินไปลงทุน ซึ่งทรัพย์ที่ยึดมาได้จะนำมาใช้เป็นทุนในการปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติด

               "สำหรับปัญหายาเสพติดในสังคมไทย คงไม่มีทางหมดไปจากสังคมไทยได้ง่ายๆ เพียงแต่ว่า ต้องแยกแยะ ถ้าแยกคนเสพ หรือคนหลงผิด ออกไป ถือว่าประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่อยากจะเสพจริงๆ คงต้องปล่อย เพราะไม่มีทางแก้ไขได้ จึงคิดจัดโซนให้พวกที่เสพ ห้ามออกไปนอกโซน คุณต้องเสียค่าแพทย์ในการดูแล แล้วห้ามไปชวนคนที่ไม่ได้เสพให้หันมาเสพยา จากประสบการณ์ 30 กว่าปีที่ผ่านมา ปราบยังไงก็ไม่จบ จึงคิดที่จะใช้วิธีนี้แก้ปัญหา เปรียบเหมือนถ่านหรือฟืนที่ไหม้ บางส่วนก็สามารถนำมาบำบัดแล้วคืนคนดีสู่สังคมได้ แต่ส่วนไหนที่ไหม้หมดแล้วก็ต้องปล่อยไป นี่คือแนวคิดและนโยบายของตัวผมเอง"

               นายณรงค์ กล่าวว่า อีก 2 ปี ประเทศไทยก็จะเข้าสู่การเปิดการค้าเสรีอาเซียน หรือ เออีซี แล้ว พวกชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนอยากจะทำธุรกิจเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูประชากรของตน แต่ชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นพวกอาชญากร มักลักลอบค้ายาเสพติดอยู่ตามแนวชายแดน รัฐบาลพม่าให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดกับทางการไทยเป็นอย่างดี เพราะพม่าไม่ได้เป็นผู้ผลิต แต่ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดนเป็นผู้ผลิต เมื่อเปิดเออีซี แนวทางการปราบปรามจะยากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการเปิดพรมแดนอย่างเสรี หากจะกระทำการใดก็จะกระทบการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ จึงทำให้การปราบปรามมีผลกระทบไปด้วย

               รัฐมนตรีในกลุ่มประเทศอาเซียนได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า ต้องปลอดยาเสพติดก่อนเปิดประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.2558 ทั้งนี้ประเทศสมาชิกก็จะต้องให้ความร่วมมือทางด้านกฎหมาย คือ จะต้องเอื้อประโยชน์ต่อกัน ขณะนี้มีการประสานงานกับทางท่าอากาศยานต่างๆ ให้ตรวจสอบการเข้า-ออก เมื่อจับได้ก็จะนำไปขยายผลต่อไป

 

......................................

( ประเทศไทยปลอดยาเสพติด ก่อนเปิดเออีซี : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ)