
จี้ปรับโครงสร้างน้ำก่อนเกิดสงคราม
สกว. เปิดเวทีสาธารณะนโยบายน้ำระดับจังหวัดนักวิจัยจุฬาฯจี้ปรับโครงสร้างก่อนเกิดสงครามน้ำ
20มี.ค.2556 ดร.ศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการวิจัยยุทธศาสตร์เรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำ สกว. เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 4 “แนวทางและผลการจัดการเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระดับจังหวัด” เมื่อเร็วๆนี้ ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค ซึ่งจัดโดย สกว. ร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเป็นเวทีของการสร้างเครือข่ายความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันระหว่างหน่วยนโยบาย หน่วยปฏิบัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการจัดการน้ำของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด และลุ่มน้ำ
อีกทั้งเป็นพื้นที่ให้หน่วยงานรัฐได้หาทางเลือกและตัดสินใจร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรน้ำที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพประสิทธิผลในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงใหม่ในอนาคต โดยนำเสนอแนวคิดการวางแผนการจัดการน้ำระดับจังหวัด การเชื่อมโยงการวางแผนน้ำกับการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และกระบวนการเชื่อมโยงแผนระดับพื้นที่กับระดับนโยบาย และตัวอย่างรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงของการดำเนินงานวิจัยในแต่ละจังหวัดและงานวิจัยในลุ่มน้ำเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการน้ำของประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นตัวอย่างความสามารถในการจัดการน้ำของชุมชนท้องถิ่นและจังหวัด
ดร.ศิริพงศ์ กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำจะต้องเน้นเรื่องการทำงานร่วมกัน ซึ่งแผนในระดับจังหวัดนี้จะเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องการอุปโภคและบริโภค ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการน้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นหน่วยงานต่าง ๆ จึงต้องร่วมมือกันทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งตนเห็นว่าการจัดการน้ำจะต้องเริ่มจากระดับชุมชนโดยนักการเมืองท้องถิ่นต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงของน้ำในระดับจังหวัดนั้น รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ จากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการเชื่อมต่อของการวางแผนด้านน้ำเพื่อพัฒนาจังหวัดภายใต้หลักการ 4 ประการ ได้แก่ 1) พัฒนาศักยภาพคนและข้อมูลในระดับชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงาน และนักวิชาการอย่างมีส่วนร่วม 2) พัฒนาระบบพื้นฐานหรือเครื่องมือเพื่อการวางแผน 3) พัฒนาระบบการวางแผนที่มีการใช้ข้อมูลและความรู้เป็นฐาน 4) พัฒนาโครงการตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมในพื้นที่โดยใช้คน ข้อมูล และระบบ 5) ขยายผลถ่ายทอดแนวคิดและวิธีการทำงานสู่หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องโดยเวทีสาธารณะ
ทั้งนี้องค์ประกอบที่สำคัญของการปรับปรุงข้อต่อ คือ การพัฒนาศักยภาพคน การจัดการข้อมูล การพัฒนาและใช้เครื่องมือ การจัดทำแผนงาน กระบวนการ ทรัพยากร ภูมิปัญญา และบันได 3 ขั้น คือ รู้จักตนเอง ร่วมมือเพื่อนบ้าน และพัฒนาโครงการร่วม โดยสิ่งสำคัญคือต้องฝึกอบรมคนให้มีการคิดและวางแผนจัดการน้ำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงรู้จักใช้ข้อมูล แผนที่ และเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งนี้อยากให้ใช้แท็บเล็ตในการพัฒนาแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำระดับจังหวัด ซึ่งจะสามารถให้ข้อมูลโครงสร้างอุปสงค์น้ำของจังหวัดเพื่อใช้ในการหารือถึงผลกระทบของทิศทางการพัฒนาต่อโครงสร้างดังกล่าว ตลอดจนให้ข้อมูลแหล่งน้ำที่จัดสรรในจังหวัดเพื่อเป็นฐานในการหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายศักยภาพของแหล่งทรัพยากร ให้ข้อมูลหน่วยงานที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อศึกษาแผนที่สามารถร่วมมือในการขยายศักยภาพการจัดการ อีกทั้งติดตามข้อมูลน้ำฝนและน้ำท่ารายจังหวดเพื่อใช้แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดจากสถานการณ์น้ำแล้งและน้ำท่วมในจังหวัด เพื่อจะได้เตรียมการรับมือสถานการณ์ได้
“ประเทศไทยมีน้ำสำรองอยู่ในระดับปานกลาง แต่ปัญหาที่น่าห่วงคือมีการใช้น้ำมากเป็นอันดับสองของอาเซียน และใช้เพื่อการเกษตรสูงสุดในอาเซียน แต่ไม่ค่อยมีเหลือให้ใช้สำหรับการพัฒนา อีกทั้งพื้นที่ให้บริการน้ำยังมีอยู่น้อย การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องมีน้ำพื้นฐานเพื่อการอุปโภคและบริโภคอย่างเพียงพอ มีน้ำเพื่อยังชีพ และประสิทธิภาพของการใช้น้ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาในอนาคต หากไม่มีการจัดการที่ดีอาจจะเกิดสงครามน้ำในอีกสิบปีข้างหน้า สิ่งสำคัญคือต้องสร้างแหล่งน้ำในชุมชน และควบคุมการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ปัจจุบันหลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำแล้งและมีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในเชิงวิชาการจะต้องทบทวนการใช้น้ำอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งสำคัญคือต้องมีข้อมูลและกลไก การจัดการน้ำในระดับจังหวัดนั้นอยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาดูแลให้เกิดความสมดุลทั้งการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาและสังคม จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ” รศ.ดร.สุจริตกล่าวสรุป



