ไลฟ์สไตล์

'เห็ดถั่วฝรั่ง'ปลูกได้-ตลาดรับไม่อั้น

'เห็ดถั่วฝรั่ง'ปลูกได้-ตลาดรับไม่อั้น

21 มี.ค. 2556

'เห็ดถั่วฝรั่ง' ปลูกได้ในไทย ชอบหนาว - ตลาดรับไม่อั้น

 

                         การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าพืชค่อนข้างมาก รวมทั้งการผลิตเห็ดด้วย เพราะผลผลิตลดลง ขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะเห็ดเมืองหนาว เช่น เห็ดแชมปิญอง เป็นต้น สำนักวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร จึงคัดเลือก "เห็ดถั่วฝรั่ง" พันธุ์เห็ดเมืองหนาวชนิดใหม่ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรผลิตเพื่อป้อนตลาด สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

                         นายอลงกรณ์ กรณ์ทอง ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กล่าวว่า เห็ดถั่วฝรั่ง (Coprinus comatus) หรือ เห็ดหมึก นิยมเพาะเลี้ยงมากในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และจีน มีศักยภาพทางการตลาด มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะรสชาติอร่อย เนื้อแน่น กรอบคล้ายหน่อไม้ฝรั่ง ทั้งยังมีสรรพคุณทางยา โดยมีรายงานวิจัยว่าเห็ดชนิดนี้ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ป้องกันภาวะหลอดเลือดโรคหัวใจ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต อีกทั้งยังนำมาเป็นสารกำจัดศัตรูพืชจำพวกไส้เดือนฝอย ได้อีกด้วย

                         เห็ดถั่วฝรั่งมีลักษณะคล้ายเห็ดโคน ก้านดอกเรียวยาวสีขาว มีหมวกสีขาว มีขนปุยแตกเป็นชั้นๆ เมื่อแก่หมวกจะเปลี่ยนเป็นสีดำแล้วย่อยสลายไปเอง ซึ่งสามารถเพาะปลูกได้แล้วในประเทศไทย โดยเฉพาะบนพื้นที่สูงที่มีอากาศเย็น

                         ด้าน น.ส.วราพร ไชยมา นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กล่าวเสริมว่า สำนักวิจัย ได้รวบรวมสายพันธุ์เห็ดถั่วฝรั่ง และคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับการผลิตในไทยได้ 3 สายพันธุ์ คือพันธุ์ comatus 001, camatus 003 และ camatus 005 และได้ศึกษาวิจัยร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเห็ดในพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งเพาะเห็ดแชมปิญองอยู่แล้ว โดยให้เกษตรกรเปลี่ยนเชื้อจากเห็ดแชมปิญองมาเป็นเห็ดถั่วฝรั่ง แต่ใช้เทคโนโลยีการเพาะรูปแบบเดียวกับการผลิตเห็ดแชมปิญอง พบว่าประสบความสำเร็จทั้งการให้ผลผลิตและราคา กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งผลิตเชื้อพันธุ์เห็ดถั่วฝรั่งปี 2556 เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรเป็นการเพิ่มชนิดเห็ดใหม่ให้แก่ตลาดและผู้บริโภคต่อไป

                         โดยการเพาะเห็ดดังกล่าวให้เริ่มจากหมักฟางข้าวกับรำข้าว ปูนขาว ยิปซัม และมูลสัตว์ในอัตราที่เหมาะสม ใช้เวลาหมัก 21 วัน (กลับกองหมักทุก 3 วัน) แล้วนำวัสดุเพาะขึ้นชั้นในโรงเรือน ซึ่งแปลงเพาะเห็ดถั่วฝรั่งอาจใช้ขนาด 2x6 เมตร หรือ 2x8 เมตร ในลักษณะคอนโด 3 ชั้น จำนวน 2 ตัว รวม 6 แปลงต่อโรงเรือน ทุกแปลงต้องใส่วัสดุเพาะหนา 30-50 ซม.จากนั้นอบไอน้ำภายในโรงเรือนให้อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อน แล้วทิ้งไว้ให้เย็นค่อยหว่านเชื้อพันธุ์เห็ดถั่วฝรั่ง 20-25 ขวดเชื้อต่อแปลง ขึ้นอยู่กับขนาดแปลงเพาะ ส่วนการเพาะในระบบโรงเรือนปิดต้องควบคุมอุณหภูมิไม่เกิน 26 องศาเซลเซียส

                         หลังหว่านเชื้อลงในแปลงเพาะ 45 วัน ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยได้ผลผลิต 3 กิโลกรัมต่อตารางเมตรหรือน้ำหนักรวมกว่า 200 กิโลกรัมต่อโรงเรือน และเก็บผลผลิตได้นาน 4 เดือน สำหรับราคาซื้อขายถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง ปัจจุบัน เดอะมอลล์ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ได้ติดต่อรับซื้อผลผลิตของกลุ่มล่วงหน้าแล้วที่ราคา 150-250 บาท/ต่อกิโลกรัมก

                         “ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งพัฒนาการผลิตเห็ดถั่วฝรั่งในถุงพลาสติก โดยใช้ขี้เลื่อยและฟางข้าวเป็นวัสดุเพาะ ซึ่งเบื้องต้นได้ผลผลิตค่อนข้างดี มุ่งเป็นแนวทางผลิตเพื่อป้อนสู่โรงงาน เนื่องจากการเพาะในถุงพลาสติกใช้พันธุ์นำเข้าจากจีน ซึ่งมีดอกเล็กจึงเหมาะแปรรูปเป็นเห็ดกระป๋อง คาดใน 2-3 ปี จะมีเห็ดชนิดนี้จำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้นและมีการบริโภคอย่างแพร่หลาย” น.ส.วราพร กล่าว

                         หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ “เทคโนโลยีการผลิตเห็ดถั่วฝรั่ง” หรือซื้อเชื้อพันธุ์เห็ด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2561-4673 และ 0-2579-0147