ไลฟ์สไตล์

เส้นทางอาชีพ : วิจัย'ยางผสมสารเคมี'

เส้นทางอาชีพ : วิจัย'ยางผสมสารเคมี'

19 มี.ค. 2556

เส้นทางอาชีพ : มุ่งวิจัย 'ยางผสมสารเคมี' เพื่อส่งออก : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

 

                          หลังมูลค่าส่งออกยางพาราในตลาดต่างประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 57,571 ล้านบาทในปี 2555 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรก็ได้เร่งศึกษาแนวทางวิเคราะห์ปริมาณยางธรรมชาติในยางผสมสารเคมี เพื่อมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสร้างฐานผลิตผลิตภัณฑ์ยางในต่างประเทศ หวังช่วงยกระดับราคายางอันจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการทำสวนยาง

                          ซึ่งในประเด็นนี้ คุณสุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ก็ได้ให้มุมมองว่ายางผสมสารเคมี หรือยางคอมปาวน์ (Compound Rubber หรือ Rubber Masterbatch) ถือเป็นสินค้ายางประเภทหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง โดยปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีปริมาณการส่งออกยางผสมสารเคมี จำนวน 565,218 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 57,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 คิดเป็น 66.27% ทำให้มีรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 10,453 ล้านบาท ซึ่งอนาคตความต้องการใช้ยางผสมสารเคมีเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง อาทิ ยางล้อยานยนต์ ยางยืด ถุงมือยาง ยางวัลคัลไนซ์ มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                          ดังนั้นเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการเพิ่มมูลค่ายางทั้งการใช้ในประเทศ และผลักดันส่งออกยางผสมสารเคมีสู่ตลาดโลกมากขึ้น สถาบันวิจัยยางจึงได้กำหนดแผนงานวิจัยสนับสนุนการผลิตยางผสมสารเคมี ขณะเดียวกันสถาบันวิจัยยางยังเร่งประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อศึกษาแนวทางการขออนุญาตเป็นผู้วิเคราะห์ปริมาณยางธรรมชาติในยางผสมสารเคมี เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นช่องทางให้ภาคเอกชนใช้ศักยภาพการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเต็มที่ พร้อมเพิ่มโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราในตลาดโลก

                          โดยจะดึงบริษัทหรือนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตค้ายาง หรือตั้งโรงงานยางและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยางพารา เข้าร่วมปฏิบัติงานวิจัยว่าด้วยการขออนุญาตเป็นผู้วิเคราะห์ปริมาณยางธรรมชาติในยางผสมสารเคมี โดยเน้นยางธรรมชาติที่ผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสม่ำเสมอกับยางสังเคราะห์ หรือโพลิเมอร์ชนิดอื่นๆ หรือสารเคมี ได้แก่ เขม่าดำ สเตียริก และน้ำมันช่วยผสม เป็นต้น คาดว่างานวิจัยจะแล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า และนำมาปรับใช้ได้” นายสุจินต์กล่าว

                          ซึ่งงานวิจัยนี้จะเกื้อหนุนการส่งออกยางผสมสารเคมีได้ค่อนข้างมาก โดยผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตวิเคราะห์ปริมาณยางธรรมชาติในยางผสมสารเคมี สามารถส่งผลทดสอบให้สถาบันวิจัยยางทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อสถาบันวิจัยยางตรวจสอบข้อมูลแล้ว จะออกหนังสือรับรองยางผสมสารเคมีในนามอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้ภายใน 1 วันทำการ แล้วนำไปยื่นขอรับใบผ่านด่านศุลกากรเพื่อส่งออกยางได้ ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการส่งออกด้วย

                          จากผลวิจัยดังกล่าวคาดว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของไทยในการขยายและสร้างฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางนอกประเทศได้ หรือเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตยางผสมสารเคมีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเชื่อมโยงกับฐานการผลิตในต่างประเทศ และช่วยเร่งรัดให้มีการใช้ยางธรรมชาติจากไทยเพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก จึงเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยยกระดับราคายางในประเทศ อันนำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรชาวสวนยางนั่นเอง

 

 

-----------------------

(เส้นทางอาชีพ : มุ่งวิจัย 'ยางผสมสารเคมี' เพื่อส่งออก : โดย...สุรัตน์ อัตตะ <[email protected]>)