ไลฟ์สไตล์

อ้วนนี้มีแต่โรค (ถามหา)

อ้วนนี้มีแต่โรค (ถามหา)

19 มี.ค. 2556

อ้วนนี้มีแต่โรค (ถามหา)

 

                   ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีประชากรที่มีน้ำหนักเกิน เริ่มมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็น "โรคอ้วน" ซึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะโรคผิวหนัง ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงจัดการแถลงข่าว "เมื่อความอ้วนมาป่วนผิว" โดยมี ผศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะอนุกรรมการวิชาการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ดร.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการอำนวยการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และ พญ.นัทยา วรวุฒินันท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันโรคผิวหนัง มาร่วมให้ข้อมูล

                   ผศ.พญ.ภาวิณี กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าเด็กอ้วนจะมีเพิ่มมากขึ้น โดยประเทศไทยน้ำหนักของประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น ความชุกของโรคอ้วน คือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ โรคอ้วนส่งผลต่อสุขภาพและบุคลิกภาพโดยตรง โดยเฉพาะผิวหนังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด

                   "คนอ้วนจะมีชั้นไขมันมาก ต่อมเหงื่อก็จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเหงื่อออกมากกว่าคนผอม จนผิวแห้งและอักเสบได้ง่าย บางครั้งอาจเกิดอาการบวมน้ำจากน้ำเหลือง โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน คือ โรค Acanthososnigricans ผิวหนังจะเป็นปื้นดำหนา พบบ่อยบริเวณซอกข้อพับของร่างกาย บางครั้งอาจจะมีติ่งเนื้อบริเวณหลังคอ รักแร้ ควบคู่ อาการขนคุดพบมากบริเวณแขนขาทั้งสองข้าง บางรายร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น ทำให้มีหนวดศีรษะล้าน ทั้งนี้อาจจะเกิดผิวแตกลายบริเวณบั้นท้ายและต้นขา ผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าจะแข็งและหนา เกิดจากการรับน้ำหนักตัวที่มาก คนอ้วนที่มีเนื้อมากจะเกิดการเสียดสีของผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย แม้แต่โรคสะเก็ดเงินหรือแม้แต่โรคเก๊าท์ ก็สามารถพบในคนอ้วนได้ด้วยเหมือนกัน" ผศ.พญ.ภาวิณี แจกแจง

                   ด้าน ดร.นพ.เวสารัช ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของความอ้วน และการลดความอ้วนอย่างปลอดภัยว่า การวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ จะพิจารณาจากดัชนีมวลกาย โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง โดยผู้หญิงจะมีอัตราความอ้วนเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ชาย

                   "ประเทศไทยมีความชุกของโรคอ้วนอยู่ในอันดับที่ 121 โรคอ้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยเฉพาะโรคข้อเสื่อม ปวดเท้าขณะเดิน และอาจจะมีการหยุดหายใจเป็นระยะๆ เวลานอน หลายคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารไม่ถูกต้อง นึกว่ากินแล้วไม่อ้วนโดยเฉพาะน้ำตาลจากข้าวโพด หรือ ฟรัสโตส ที่จะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลอ้อย ส่วนใหญ่จะถูกนำมาผสมในเครื่องดื่มสำเร็จรูปทุกชนิด แม้กระทั่งอาหารไขมันต่ำ รสชาติจะไม่ค่อยดีผู้ผลิตจึงต้องเพิ่มน้ำตาลลงไป จึงได้รับแคลอรี่มากขึ้น ผู้ที่ทานสารให้ความหวานแทนน้ำตาล จะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากขึ้นด้วย ดังนั้นวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลยั่งยืนที่สุด คือ การออกกำลังกาย และควบคุมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายของผู้มีน้ำหนักมาก ต้องระวังบริเวณข้อเข่าไม่ควรวิ่งบนสายพาน ควรหันมาใช้วิธีการเดินเร็วในทางราบ เพื่อเป็นการเพิ่มกล้ามเนื้อและชะลอกระดูกพรุน" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการอำนวยการ สมาคมฯ กล่าว

                   หลายคนที่ไม่ชื่นชอบการออกกำลังกาย จึงหันมาพึ่งวิวัฒนาการทางการแพทย์ในการลดสัดส่วน เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.นัทยา ให้ความเห็นว่า การลดสัดส่วนด้วยเครื่องมือต่างๆ อาจจะทำให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีเครื่องมือที่แตกต่างกันออกไป โดยแพทย์จะคุยกับคนไข้ก่อนว่าจะลดส่วนไหน เพราะแต่ละวิธีจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

                   "ผู้หญิงไขมันจะสะสมอยู่ที่บั้นเอว หน้าท้อง ต้นขาด้านในและด้านนอก ส่วนผู้ชายมักจะสะสมอยู่ที่บั้นเอว ปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยสลายเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน ให้กลายสภาพเป็นของเหลว เพื่อง่ายต่อการดูดออกจากร่างกาย วิธีนี้มีความปลอดภัยสูง ลดการเสียเลือดและดมยา การใช้เลเซอร์สลายไขมัน อัลตราซาวน์สลายไขมัน และการใช้คลื่นวิทยุสลายไขมัน ทันทีที่ดูดไขมันออกผิวจะกระชับขึ้น 10 เปอร์เซนต์ สำหรับการฉีดยาเพื่อลดไขมันส่วนเกิน ยังไม่พบหลักฐานแสดงประสิทธิภาพในการรักษา มีผลการวิจัยว่าผู้ใช้ยาเหล่านี้เกิดผลข้างเคียง จึงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทั้งในอเมริกาและประเทศไทย

                   นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือลดสัดส่วนด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง คลื่นวิทยุความถี่สูง และการใช้ความเย็นในการสลายเซลล์ไขมัน เครื่องมือแพทย์มีหลากหลายจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากต้องการกระชับสัดส่วนบริเวณขา ควรใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง บริเวณคางควรใช้เลเซอร์สลายไขมัน บริเวณหน้าท้องควรจะใช้ความเย็น หากเป็นบริเวณแขนที่มีไขมันไม่มาก คลื่นวิทยุความถี่สูงจะได้ผลดีและไม่เป็นอันตราย" พญ.นัทยา แจง