
ปฏิรูปหลักสูตร:สอนน้อยเรียนรู้มาก
Teach Less,Learn More ปฏิรูปหลักสูตร : สอนน้อยเรียนรู้มาก 'สุทธิชัย' เปิดใจ 'พงศ์เทพ'
นานพอสมควรที่วงการศึกษาในบ้านเราไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างจริงๆ จังๆ
กระทั่งมีข้อมูลว่า ปัจจุบันนักเรียนไทยเรียนหนักเกินไป มีชั่วโมงเรียนในห้องเรียนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก คือปีละ 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี ในเด็กชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา
ความคิดที่จะปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาของเด็กไทยจึงถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง ตามนโยบายของ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อมีโอกาสได้สนทนากัน นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่น ที่บุกไปหาถึงห้องทำงาน เมื่อเที่ยงของวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม จึงไม่ลังเลที่จะยิงคำถามแรกว่า "ทำไมเลือกที่จะปฏิรูปหลักสูตร หรือรื้อระบบการศึกษาไทย"
"ผมมองว่า การศึกษาเป็นหัวใจของทุกประเทศ เพราะโลกเป็นยุคแห่งความรู้ที่แข่งกันที่สมองของคน ปัญหาที่ต้องแก้ไขในระบบการศึกษานั้นมีเยอะและทุกคนที่เห็นปัญหาและเสนอคำแนะนำดีๆ มานั้นไม่ได้มุ่งเน้นวนเวียนกับปัญหา แต่ควรมองอนาคตว่า การศึกษาไทยจะเป็นอย่างไร โดยเน้นคุณภาพคนกับคุณภาพการศึกษาที่ตรงกับความต้องการของโลก ผมมองการศึกษาเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลต้องปฏิรูปหลักสูตร ปรับกระบวนการเรียนการสอน ถ้าไม่ทำเด็กแย่ลงๆ"
นายพงศ์เทพ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเสมา 1 ในรัฐบาล "ปู 3" ได้เพียง 4 เดือนครึ่ง แจกแจง พร้อมยอมรับว่า การทำงานด้านการศึกษาไม่ง่ายเหมือนกระทรวงอื่นๆ ที่ใช้เวลาไม่นานก็เห็นผล บางครั้ง 4 ปีผ่านไปงานด้านการศึกษายังไม่เห็นผลทันตา แต่งานด้านการศึกษามีความสำคัญและจำเป็น เพราะมันคือความเป็นความตายของประเทศไทย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับงานด้านการศึกษาเป็นพิเศษ
เมื่อถูกว่าทำไมไม่เริ่มปฏิรูปการศึกษาด้วยการปฏิรูปโครงสร้าง นายพงศ์เทพ ตอบว่า ส่วนตัวได้ศึกษาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยมานาน พบว่า การให้น้ำหนักการปฏิรูปโครงสร้างนั้น คนที่ได้ประโยชน์มีแต่คนที่อยู่ในโครงสร้าง แต่ประโยชน์ของการปฏิรูปไม่ได้ตกไปที่เด็กหรือนักเรียน นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เลือกปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ โดยให้มีการทบทวนเนื้อหาสาระในหลักสูตรที่เด็กและเยาวชนต้องเรียนเพื่อให้มีความรู้พื้นฐาน และการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงระดับคัดเลือกเข้าเรียนแต่ละช่วงชั้น
ไม่เพียงเท่านั้น หลักสูตร ควรเน้นเรื่องพื้นฐานคณิตศาสตร์ เพื่อต่อยอดในการผลิตนักวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ และการใช้ภาษาไทย เพราะการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การย่อความ ยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญของเด็กไทย รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกและค่านิยม ที่ถูกต้องให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาด้านสุขภาพและภาวะโภชนาการให้เด็กอย่างเหมาะสมกับวัยด้วย
"หลักสูตรเดิมเรียนในห้องเรียน 1,200 ชั่วโมงต่อปี ถือว่าเรียนหนักมากแต่รู้น้อย แถมนักเรียนไม่มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เพราะครูเป็นใหญ่ในห้องเรียน ต้องรอฟังครูบอกความรู้อย่างเดียว รอจดบันทึกความรู้ที่ครูบอก เขียนหนังสือกันจนมือแทบหงิก เรียนๆ จดๆ ท่องจำๆ เรียนกันแทบตายอยู่แบบนี้มานานหลายปี แต่คุณภาพของผู้เรียนยังไม่ดีขึ้น เด็กยังเครียด ไม่มีเวลาได้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียน การเรียนเน้นท่องจำบางครั้ง ก็บั่นทอนการต่อยอดการเรียนรู้ของนักเรียน" นายพงศ์เทพ กล่าว
นายพงศ์เทพ ยังเสนอว่า มีแนวคิดจะปรับลดชั่วโมงเรียนของเด็กไทย จากหลักสูตรเดิม 1,200 ชั่วโมงต่อปี อาจจะเหลือ 800 ชั่วโมงต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา พบว่าการเรียนในห้องเรียนบางประเทศอยู่ที่ 800 ชั่วโมงต่อปี หรือ 700 ชั่วโมงต่อปี และ 600 ชั่วโมงต่อปี ก็มี ขณะนี้การปฏิรูปหลักสูตรอยู่ในขั้นตอนของการระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วน มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร มีการประชุมทุกวันเสาร์
"ผมให้เวลาในการปรับหลักสูตร 8 เดือน แต่คุณภาวิชบอกผมว่า แค่ 6 เดือนก็จะเสร็จสมบูรณ์ แต่อย่างช้าภายในปี 2556 นี้สังคมไทยจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบการศึกษาบ้านเรา ต่อไปนี้คุณครูต้องปรับตัวสอนน้อยหน่อย สอนน้อยลงแต่เรียนรู้ให้มากขึ้น หรือที่เขาเรียกกันว่า "Teach Less, Learn More" ครูต้องฟังเด็กมากขึ้น และครูต้องสอนให้เด็กคิดเป็น ครูควรตั้งคำถามกลับเมื่อนักเรียนถาม การเรียนแบบนี้จะทำให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น ไม่รอจดท่องจำตามที่คุณครูบอก"
กระนั้นนายพงศ์เทพบอกว่า ในส่วนของครูนั้นจะค่อยเป็นไป เพราะต้องทำคู่ขนานกับการหลักสูตรการผลิตครูรุ่นใหม่ ส่วนครูรุ่นเก่าที่อยู่ในระบบ 5 แสนคน ต้องปรับตัวให้เข้าสู่ครูรุ่นใหม่ไม่เกิน 1 ปี เมื่อเราได้ครูเก่ง ครูดี และเด็กมีเวลาได้ทำกิจกรรมอื่น ไม่เรียนหนักเหมือนเดิม ก็เชื่อมั่นว่าคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยจะดีขึ้นกว่าเดิมแน่
เหนืออื่นใด นายพงศ์เทพยังตระหนักถึงการผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงกับอุปสงค์ทั้งภายในประเทศและระดับสากล โดย การผลิตและพัฒนากำลังคนต้องเน้นในสาขาที่ขาดแคลนหรือมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เช่น บุคลากรด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และพยาบาล ควรเน้นพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ความสามารถ ด้านภาษาอังกฤษ มีศักยภาพเพียงพอไปทำงานในต่างประเทศได้ และต้องมีการเตรียมคนไทยให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย โดยครูอาจารย์จะต้องแนะแนวการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษาสนใจเรียนในสาขาที่ขาดแคลนตั้งแต่ต้น เมื่อเปิดประชาคมอาเซียนทำให้มีงานรองรับและมีรายได้ดี
"นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งผลิตกำลังคนระดับอาชีวศึกษาด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมยานยนต์ ให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งผมมีแนวคิดอยากจะปรับสัดส่วน ระหว่างนักเรียนสายอาชีวะ (วิชาชีพ) กับสายสามัญ จากเดิม 35 ต่อ 65 เป็น 50 ต่อ 50 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของประเทศ เพราะกำลังคนด้านอาชีวะคือฐานรากที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ และในปีการศึกษา 2556 นี้ อาชีวะจะเปิดสอนระดับปริญญาตรี แบบทวิภาคี ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือกับประเทศเยอรมนี เด็กจะได้เรียนรู้ คู่การปฏิบัติจริง เรียนจบแล้วมีงานทำทันที แถมรายได้ดี" นายพงศ์เทพ กล่าว
ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ปฏิรูปหลักสูตร" ครูต้องสอนน้อยลงเรียนรู้ให้มากขึ้น ครูต้องฟังเด็กมากขึ้น ครูต้องสอนให้เด็กคิดเป็น เพราะการปฏิรูปหลักสูตรครั้งนี้ "เด็ก" ต้องได้ประโยชน์สูงสุดเท่านั้น นั่นคือความมุ่งมั่นตั้งใจของ "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ



