
สกว.จัดโชว์งาน'ยุววิจัยไทย-กัมพูชา'
สกว.จัดโชว์ผลงาน'ยุววิจัยไทย-กัมพูชา' สานสัมพันธ์สองประเทศ ศึกษาถนนโบราณ 1 พันปี 5 เส้นทางเมืองพระนครเชื่อมอาเซียน
16มี.ค.2556 ที่องค์กรอัปสรา จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จัดการประชุมโครงการยุววิจัยระหว่างเยาวชนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 15 - 17 มี.ค.2556 โดยมีพลเอกวาภิรมย์ มนัสรังษี รองสมุหราชองครักษ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการพระราชทานช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา เป็นประธานเปิดงาน ที่มียุววิจัยทั้งประเทศไทยและกัมพูชาเข้าร่วมประมาณ 100 คน
การประชุมเริ่มจากเนายเตช บุญนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุน(สกว.) กล่าวต้อนรับว่า โครงการฯนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนไทยและกัมพูชาในเชิงการศึกษาวิจัยร่วมกัน การแบ่งปันความรู้โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมท้องถิ่น สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีในท้องถิ่น ซึ่งมีรากฐานร่วมกันมาแต่โบราณแก่เยาวชนของประเทศไทยและกัมพูชา และใช้เป็นเครื่องมือสานสร้างการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ที่ผ่านมาโครงการได้ทำกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษา 4 แห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่พรมแดนหรือจังหวัดใกล้เคียงกับทั้งสองประเทศ คือ โรงเรียนทัพพระยาพิทยา อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โรงเรียนสูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา และวิทยาลัยบันทายฉมาร์ จ.บันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ต่อมาได้ขยายไปยังวิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล จ.กัมปงธม ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา โดยการดำเนินงานได้อาศัยฐานความรู้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากโครงการศึกษาความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมท้องถิ่นสมัยอดีตถึงปัจจุบันเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงและคาบสมุทรมลายา ระยะที่ 2 ซึ่งมี พ.อ. รศ. ดร.สุรัตน์ เลิศล้ำ อาจารย์สังกัดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็นหัวหน้าโครงการ
สกว.ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตนเห็นพ้องกันว่ากิจกรรมที่โครงการจัดขึ้นครั้งนี้จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศให้เกิดพลังในทางสร้างสรรค์ และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาให้แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวในฐานะพลเมืองของอาเซียนได้ ซึ่งคณะวิจัยของ พ.อ. รศ. ดร.สุรัตน์ และ Mr. Im Sokrithy ได้ดำเนินการวิจัยร่วมกันมาถึง 8 ปีเต็มอย่างมีคุณภาพ และสามารถนำผลการวิจัยมาประยุกต์และถ่ายทอดให้เกิดประโยชน์ต่อเยาวชนและประเทศชาติทั้งสองประเทศ รวมถึง องค์กรอัปสราที่เห็นความสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้และให้การสนับสนุนการดำเนินการโดยร่วมเป็นเจ้าภาพในการดำเนินงาน และโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา Heritage Watch Program และ Sofitel Angkor Phokeethra
ต่อจากนั้นพลเอกวาภิรมย์ กล่าวเปิดว่า จากการที่ได้ดูแลการดำเนินการยุววิจัยของเยาวชนที่วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ได้เห็นถึงสิ่งที่เยาวชนได้รับจากการดำเนินการร่วมกันของนักวิชาการไทยและกัมพูชา ที่ได้ช่วยกันให้ความรู้ กำกับดูแลการดำเนินการของเยาวชนอย่างไม่มีการแบ่งแยก การดำเนินการนั้นเพื่อประโยชน์ของเยาวชนเพียงอย่างเดียว โดยมีได้หวังผลตอบแทนจากการดำเนินการ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงความตั้งใจดีของผู้ดำเนินการทั้งไทยและกัมพูชาร่วมกัน
"ผมหวังว่าในระยะเวลาสองวันนี้ เยาวชนไทยและกัมพูชาที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จะได้ใช้โอกาสนี้เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด สร้างความเป็นเพื่อน ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนและแบ่งปันสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน และเป็นการเริ่มต้นของมิตรภาพอันยาวนานและยาวไกลในอนาคต ในปัจจุบันระยะทางไม่ใช่เครื่องกั้นขวางความสัมพันธ์อีกต่อไป เทคโนโลยีต่างๆ ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เกือบตลอดเวลา" พลเอกวาภิรมย์ กล่าวและว่า
มีความหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาของการดำเนินการกิจกรรมนี้ขยายออกไป เพื่อเป็นพลังผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต ซึ่งต้องใช้พลังจากเยาวชนในวันนี้ ซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ที่รอบรู้ต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันสนับสนุนและทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ โดยเฉพาะองค์กรอัปสรา สกว. ที่เห็นความสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้และให้การสนับสนุนการดำเนินการโดยร่วมเป็นเจ้าภาพร่วมในการการดำเนินการ
พร้อมกันนี้พลเอกวาภิรมย์ ยังได้กล่าวถึงการศึกษาที่วิทยาลัยบันทายฉมาร์ว่า ในแต่ละปีจะมีนักเรียนที่จบการศึกษาได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อที่ประเทศไทยอย่างเช่นปีนี้มากถึง 200 คนและขณะนี้มีนักศึกษาที่จบระดับปริญญาโท 20 คน และจบระดับปริญญาเอก 3 คนโดยส่วนใหญ่จบด้านการศึกษาเพื่อมาพัฒนาประเทศกัมพูชาต่อไป
พลเอกวาภิรมย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนหลักสูตรการเรียนการสอนนั้นจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับแนวปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอันดับต้นๆ พร้อมกับการมีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างเช่นนักเรียนมีการตั้งกลุ่มด้านการเกษตรเลี้ยงไก่เป็นต้นแล้วมีการทำโครงการมาก็จะสนับสนุนเป็นสิ่งของเป็นต้น สำหรับแนวปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ประเทศลาวและพม่าได้นำไปประยุกต์ใช้เช่นเดียวกัน
พ.อ.รศ.ดร.สุรัตน์ กล่าวเสริมว่า สำหรับภาพรวมของการดำเนินการในของโครงการยุววิจัยระหว่างเยาวชนไทย-กัมพูชา ระยะที่ 1 มีความก้าวหน้าเป็นไปตามที่ได้วางแผนการดำเนินการที่ได้วางแผนการดำเนินการไว้ทุกประการ เยาวชนที่ร่วมโครงการฯ จากทุกโรงเรียนมีความกระตือรือล้นในการร่วมกิจกรรม นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการค้นพบจากการดำเนินการของเยาชน เช่น การค้นพบเส้นทางโบราณ บริเวณเมืองเสมา จากเยาวชน ร.ร.สูงเนิน การค้นพบปราสาทเขมรโบราณใน อ.ตาพระยา จากเยาวชน ร.ร.ทัพพระยาพิทยา และการค้นพบแหล่งโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณพื้นที่เมืองบันทายชมาร์ จากเยาวชนของวิทยาลัยบันทายชมาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจ ใส่ใจ ของเยาวชนที่ได้ร่วมโครงการ
ทั้งนี้ กิจกรรมโครงการยุววิจัยระหว่างเยาวชนไทย-กัมพูชาที่เมืองเสียมราฐครั้งนี้ มุ่งที่จะนำเสนอผลการทำงานของเยาวชนทั้งสองประเทศ พร้อมนำเยียมชมและทำกิจกรรมร่วมกันที่เมืองพระนคร (นครวัด-นครธม) และบริเวณใกล้เคียง เพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของกันและกัน ร่วมทั้งสร้างมิตรภาพที่ดีร่วมกันต่อไป
พ.อ.รศ.ดร.สุรัตน์ กล่าวด้วยว่า ถนนเส้นทางโบราณาดังกล่าวจากการศึกษาค้นพบ 5 เส้นทางจากเมืองพระนครที่เชื่อมกัมพูชาไปยังไทยคือปราสาทพิมาย ลาวคือปราสาทวัดพู เวียดนามจากเส้นทางสมโบไพรกุก และพม่าคือเส้นทางทวายอาจจะเป็นการเชื่อมโยงจากเมืองพระนครสู่กรุงศรีอยุธยา โดยการศึกษาวิจัยต่อไปก็จะศึกษาตามเส้นถนนโบราณ 5 เส้นทางดังกล่าว



