ไลฟ์สไตล์

'สรรพากร'จัดทัพ-ปรับเกม

'สรรพากร'จัดทัพ-ปรับเกม

16 มี.ค. 2556

'สรรพากร'จัดทัพ-ปรับเกม พัฒนา'คน-ไอที-กฎหมาย'รับกระแสโลก : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ

                 “ในปีนี้กรมสรรพากรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งเรื่องโครงสร้างภาษี ด้านกฎหมายและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยตั้งแต่ปี 2552-56 กรมได้รางวัลเฉลี่ยเดือนละ 1 รางวัลทั้งจากในประเทศและองค์กรต่างประเทศ จึงเป็นเครื่องการันตีว่าเราไม่เคยหยุดนิ่งในการบริหารภาษีและบริการประชาชน” คำยืนยันของนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร

                ทั้งนี้ นโยบายภาษีถือเป็นเครื่องมือทางการคลังในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ในปีที่ผ่านมา กรมสนองตอบนโยบายของรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 30 เรื่องทั้งการช่วยเหลือสังคม ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ก็ยังสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินเป้าหมาย 20% แม้ว่าจะมีการปรับลดภาษีนิติบุคคลลงส่วนในช่วง 4 เดือนของปีนี้ยังจัดเก็บได้มากกว่าปีก่อน 24% และเกินเป้าหมาย 9% ซึ่งน่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่นิ่งนอนใจกรมเป็นห่วงภาษีนิติบุคคลที่ปีนี้จะมีผลในการลดภาษีเหลือ 20% จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามรายธุรกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลไม่ให้รัฐบาลมีปัญหาทางด้านรายรับในอนาคต

               นอกจากนั้นหน้าที่หลักของกรมคือการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคมรวมไปถึงการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่กำลังจะมาถึงปี 2558 โดยสิ่งสำคัญคือความพร้อมด้านบุคลากร ซึ่งขณะนี้พบว่ากว่า 70% ของเจ้าหน้าที่ได้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี 2 ใบ ส่วนผู้บริหารระดับสูงได้รับไม่ต่ำกว่า 3 ปริญญา เนื่องจากกรมพร้อมส่งเสริมและให้โอกาสข้าราชการได้ไปเรียนเพิ่มเติม และใช้เป็นเครื่องมือในการโปรโมทให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้น ทำให้ข้าราชการส่วนใหญ่เมื่อมีเวลาก็จะไปหาความรู้ตลอดเวลา

                นายสาธิต กล่าวว่า กรมยังเน้นการพัฒนาองค์กร ด้วยการจัดประกวดนวัตกรรมใหม่ๆ โดยนำผลงานมาจัดแสดงและนำมารวมในระบบศูนย์กลางเพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์จริงในทุกสรรพากรพื้นที่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เช่น การตรวจสอบและติดตามผู้เสียภาษี ผู้บังคับบัญชาสามารถดูข้อมูลได้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชามีการเข้าไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ หรือไม่

                “สิ่งสำคัญคือการพัฒนาด้านภาษีในการก้าวไปสู่เออีซี เราส่งเสริมให้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยได้จ้างอาจารย์มาสอนภาษาทุกสัปดาห์ อย่างผมก็เรียนและเรียนภาษาจีนเพิ่มด้วย ทุกคนต้องมีความพร้อม ไม่ต้องขนาดเขียนได้แค่สื่อสารโต้ตอบได้ก็พอใจ” นายสาธิตกล่าวและว่า กรมยังมีการพัฒนาเอกสาร คู่มือ เว็บไซต์ เป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีแบบ ภ.ง.ด.เป็นภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทยสามารถดูเปรียบเทียบกับการคำนวณและยื่นภาษีที่เลขาฯ หรือตัวแทนทำให้ ซึ่งกรมไม่ได้คาดหวังให้ยื่นแบบเป็นภาษอังกฤษแต่เชื่อว่าจะมีคนเข้ามาดูมากขึ้น

                โดยที่ผ่านมา กรมได้เตรียมพร้อมในการอำนวยความสะดวกด้านภาษีสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศมาตลอด โดยการเจรจาอนุสัญญาภาษีซ้อนมาแล้วกว่า 50 ประเทศ ในหลายทวีปทั่วโลก ส่วนในเออีซีขณะนี้เหลือเพียงกัมพูชาที่กำลังประสานงานเพื่อเจรจากันต่อไป เพื่อให้เอกชนไทยสามารถแข่งขันได้ รวมไปถึงการเจรจารูปแบบภาษีล่วงหน้า หรือเอพีเอ ซึ่งมีหลายบริษัทขอเจรจากับไทย ในส่วนนี้คงต้องมีการออกกฎหมายเพิ่มเติมต่อไป

                อย่างไรก็ตาม การค้าขายที่ไร้พรมแดนเช่นนี้ ส่งผลให้การค้าออนไลน์ขายตัวขึ้นอย่างมาก แต่ที่เป็นห่วงคือ มีจำนวนไม่น้อยที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง ซึ่งกรมสามารถติดตามได้ว่าสินค้าชนิดไหนขายดี เว็บไซต์ไหนมีคนเข้าไปดูมาก รวมถึงเจาะไปถึงข้อมูลการโอนเงินผ่านธนาคารได้ด้วย หากจะยึดเอาตามกฎแบบไม้บรรทัดทุกรายคงโดนภาษีย้อนหลังเหมือนกันหมดและอาจจะอยู่ไม่ได้

                “กรมสนับสนุนให้มีการค้าขายออนไลน์ ซึ่งเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำธุรกิจกันเยอะ แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องกฎหมายและภาษีที่ดีพอ หรือรู้แต่ไม่สนใจจะเสียภาษีให้ถูกต้อง กรมก็จะเรียกมาเจรจาเสียค่าปรับแค่ 1-2 ปีดูให้เป็นปัจจุบันที่สุดไม่ล้วงลงไปลึก เพื่อให้ส่วนใหญ่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ถือเป็นการให้โอกาสและอยากให้เขามีจิตสำนึกของผู้ให้คืนกลับสู่สังคมด้วยเหมือนที่กรมที่เดินหน้าทำกิจกรรมกระตุ้นจิตสำนึกที่ดีลงไปถึงระดับเด็กและเยาวชน”

                อธิบดีสรรพากรกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญคือการปลูกจิตสำนึกหน้าที่ในการเป็นผู้เสียภาษีที่ดี โดยทุกคนต้องรู้ว่าการเสียภาษีคือหน้าที่ไม่ใช่การรับบริจาค ในเมื่อใช้ทรัพยากรของประเทศก็ต้องมีส่วนร่วมสร้างด้วย เพราะรัฐบาลต้องใช้เงินในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ใครมีรายได้มากก็เสียมาก ใครมีรายได้น้อยก็เสียน้อย ดังนั้นจึงไม่ควรหลีกเลี่ยงหน้าที่ กรมยึดหลักความเป็นธรรมโปร่งใสอยู่แล้ว ขณะที่กรมเองก็ต้องปรับตัวด้านไอทีเพื่อให้มีระบบติดตามตรวจสอบได้เท่าทันผู้เสียภาษีด้วย

                ล่าสุดกรมได้ของบมาเพื่อปรับปรุงระบบไอทีให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น จากที่เคยใช้ระบบสุ่มตรวจสอบการชำระภาษีเงินได้ ต่อไปหากมีข้อมูลการภาษีหัก ณ ที่จ่ายของบริษัทที่หักไว้เข้ามาครบถ้วนก็สามารถสอบยันกับการยื่นแบบของบุคคลธรรมดาได้ว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ได้เม็ดเงินภาษีเข้ามามากขึ้นด้วย

                นายสาธิต กล่าวอีกว่า หากมีระบบตรวจสอบและติดตามภาษีที่ดีพอก็ไม่จำเป็นต้องลดภาษีเพื่อขยายฐานภาษี เพราะการลดภาษีไปก่อนนั้นต้องมั่นใจด้วยว่าจะขยายฐานภาษีได้ด้วย แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ลดแล้วทำให้รายได้หายไปมากกว่า ทางที่ดีควรมาเน้นเพิ่มกำลังคน พัฒนาระบบไอทีดีกว่า ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังก็สนับสนุนให้ทั้งการเพิ่มคนและงบมาจัดซื้อคอมพ์จึงมั่นใจว่าในอนาคตจะได้ภาษีคืนมามากกว่าที่ลงทุนไป

                อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมได้ไปศึกษาดูงานด้านระบบไอทีที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้ชื่อว่ามีระบบไอทีที่ดีที่สุดและมีการเซ็นเอ็มโอยูในการศึกษาเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ในอนาคตจึงอาจนำระบบที่ดีและเห็นว่าเหมาะสมมาใช้ในไทยด้วย โดยเกาหลีมีทั้งมาตรการจูงใจในการเสียภาษีและมาตรการลงโทษผู้เลี่ยงภาษีที่รุนแรงกว่าไทยมาก

                สำหรับมาตรการจูงใจนั้น กรมสรรพากรได้นำมาใช้บ้างแล้ว เช่น การสนับสนุนให้ยื่นภาษีทุกประเภทผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อลดต้นทุนการเดินทางของผู้เสียภาษีและยังสะดวกรวดเร็วในการได้รับเงินภาษีคืนด้วย โดยล่าสุดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นสามารถยื่นแบบกระดาษได้ จนถึงวันที่ 1 เมษายน 2556 ส่วนการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตสามารถยื่นแบบได้ถึงวันที่ 9 เมษายน 2556 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม การเพิ่มอีก 8 วันถือว่ามีความหมายสำหรับบางคน จึงน่าจะจูงใจให้มาใช้บริการได้มากขึ้น

                “ปีนี้กรมตั้งเป้าให้มีการยื่นภาษีทุกประเภทผ่านอินเทอร์เน็ตจาก 30-40% ในปีก่อนเป็น 50% หรืออาจถึง 60% เพราะนโยบายสำคัญที่ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนคือเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมาย และส่งเสริมให้ทุกคนหันมายื่นภาษีผ่านเน็ต ทำให้สรรพากรพื้นที่มีการแข่งขันกันทำผลงานด้วย และในอนาคตก็อาจมีบริการใหม่ๆ เช่นการให้ยื่นภาษีผ่านทางมือถือ ซึ่งขณะนี้ตรวจสอบด้านความปลอดภัยของข้อมูลหากพร้อมก็น่าจะเดินหน้าได้ในเร็วๆ นี้ ในอนาคตวาดฝันจะมีตู้สำหรับแนะนำข้อมูลและรับยื่นภาษีตั้งตามห้างสรรพสินค้าด้วยซ้ำ”

                นายสาธิต กล่าวอีกว่า ปีนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงการยื่นแบบโดยให้สิทธิ์สามี-ภรรยาแยกยื่นและเลือกได้ถึง 5 รูปแบบด้วย การยื่นทางอินทอร์เน็ตจะมีการคำนวณภาระภาษีให้ด้วยทำให้สะดวก ไม่ผิดพลาดและได้คืนเร็วภายใน 2-3 วัน แต่ก็เข้าใจว่าคนที่ได้คืนจะรีบยื่นแต่เนิ่นๆ แต่คนที่ต้องจ่ายเพิ่มก็อาจจะรอช่วงวันสุดท้ายทำให้การยื่นแบบจะกระจุกตัวในช่วงท้ายๆ แต่กรมก็จะพยายามเคลียร์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

                ส่วนปีหน้าต้องเตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ที่อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายและนำเสนอเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาต่อไป ซึ่งการปรับอัตราให้ถี่ขึ้นและลดอัตราสูงสุดจาก 35% เหลือ 37% นั่นจะมีผลในการยื่นแบบเสียภาษีปี 2557 โดยยืนยันว่าผู้มีรายได้ระดับกลางลงล่างจะได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ผู้เสียภาษีรายใหญ่ได้รับประโยชน์ในแง่เม็ดเงินที่ลดลงไปมากกว่า

                “จากจำนวนผู้เสียภาษีปัจจุบัน 10 ล้านคนถือว่าไม่น้อย แต่อยู่ที่ว่าคนกลุ่มนี้เสียภาษีถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เพราะกฎหมายยังมีช่องโหว่ให้รายได้บางส่วนไม่ต้องนำมายื่นแบบเสียภาษีทั้งดอกเบี้ยและเงินปันผล ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนรวยที่ได้ประโยชน์ ข้อเรียกร้องต่างๆ ส่วนใหญ่คนรวยก็มักจะเอาคนจนมาเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเองมากกว่า เช่น การหักลดหย่อนต่างๆ ที่มีถึง 19 รายการนั้นถือว่ามากกินไป ใจจริงแล้วอยากจะให้เหลือแค่รายการเดียวโดยกำหนดเป็นเพดานไปเลยว่าแต่ละคนหักได้ไม่เกินเท่าไหร่และเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ เพิ่มให้ทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน”

 

..................................
('สรรพากร'จัดทัพ-ปรับเกม พัฒนา'คน-ไอที-กฎหมาย'รับกระแสโลก : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ)