
เผยวิจัยไทยยังไม่เทียบชั้นนานาชาติ
สกว.ประกาศผลการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาไทย 'ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์' ชี้ยังไม่เทียบชั้นนานาชาติ
13มี.ค.2556 ศ.ดร.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมและประกาศผลการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ปี 2554 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค เมื่อวันที่ 12 มี.ค. และบรรยายเรื่อง “การเปรียบเทียบสมรรถนะการวิจัยของอุดมศึกษาในประเทศกับภูมิภาคอาเซียน”
ศ.ดร.ปรีดา กล่าวว่า ผลของการประเมินสมรรถนะของสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางมาจาก Academic Rankings of World Universities, ARWU ซึ่งเน้นด้านการวิจัย; QS World University Rankings, QS WUR ซึ่งเน้นด้านการเรียนการสอนและความเป็นนานาชาติ; Times Higher Education World University Rankings, THE WUR ที่มีความสมดุลทั้งการเรียนการสอนและการวิจัย
ทั้งสามหน่วยงานได้ประเมินให้ National University of Singapore, NUS และ Nanyang Technologial Institute ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาอันดับหนึ่งและอันดับสองของอาเซียน ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับของ ARWU มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีติดอันดับของ THE WUR แทนมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเคยเป็นมหาวิทยาลัยไทยแห่งเดียวที่ติดอันดับมานาน ทั้ง 9 มหาวิทยาลัยของไทยที่ สกอ. ได้จัดให้เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย ได้รับการจัดอันดับโดย QS WUR การที่มหาวิทยาลัยไทยได้รับการจัดอันดับใน QS WUR แสดงว่ามีสมรรถนะในการเรียนการสอนดีกว่าการวิจัย
สำหรับกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ในอาเซียน NUS และ Nanyang เท่านั้นที่ติดอันดับโลกด้านคุณภาพการวิจัย ผลการประเมินคุณภาพการวิจัยของ สกว. ครั้งที่ 2 ได้แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยวิจัยของ สกอ. 4 แห่ง ไม่มีสาขาวิชาในกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีได้คุณภาพการวิจัยระดับดีเด่น แต่มีสองสถาบันที่ สกอ. มิได้เลือกเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย 2 แห่ง มีสาขาวิชาที่มีคุณภาพระดับดีเด่น
ผลการประเมินคุณภาพการวิจัยระดับสาขาวิชาของ สกว. น่าจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับหลายฝ่าย เช่น สถาบันอุดมศึกษาอาจใช้ข้อมูลจากการประเมินในรายละเอียด ปรับปรุงการบริหารและการจัดการวิจัยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น นักศึกษาและผู้ปกครองอาจใช้ข้อมูลเลือกสาขาที่ตรงกับความต้องการได้ดีขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการวิจัยอาจใช้เป็นข้อมูลในการสนับสนุนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น
ในภาพรวมระดับนานาชาติ สมรรถนะของการวิจัยของอุดมศึกษาไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก โดยเฉพาะคุณภาพเทียบเท่าระดับดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีเพียงประมาณร้อยละ 7 ของสาขาวิชาที่สมัครเข้ามารับการประเมินของ สกว. ทั้งที่คณาจารย์ในระบบอุดมศึกษาของไทยสำเร็จการศึกาษาจากสถาบันชั้นนำเกือบทุกแห่งของโลก หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น สภามหาวิทยาลัย สกอ. สภาการศึกษา น่าจะร่วมกันวิเคราะห์และเสนอแนวทางที่จะเพิ่มสมรรถนะด้านการวิจัยของอุดมศึกษาในประเทศ
ด้าน ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า สกว. มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาการวิจัยของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น จึงได้จัดทำโครงการการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสาขาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ปี 2554 ขึ้น เพื่อสำรวจและประเมินคุณภาพงานวิจัยเชิงวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลที่ได้จะทำให้ทราบถึงระดับความเข้มแข็งและพัฒนาการของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาขาวิชาต่าง ๆ ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการวิจัยด้านนี้ของ สกว. ต่อไป
ขณะที่ ผศ.วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน รองผู้อำนวยการ (สกว.) เปิดเผยถึงวิธีการและผลการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ ว่าการประเมินครั้งนี้เป็นการประเมินระดับสาขาวิชา ซึ่งได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยนานาชาติ เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 34 แห่ง โดยข้อมูลที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติ หรือ Proceedings ของการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2552-2553 และสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติในปี พ.ศ. 2552-2553 โดยมีการถ่วงน้ำหนักบทความที่ตีพิมพ์ และประเภทสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรด้วย
ส่วนตัวชี้วัดที่ใช้มี 4 ตัว ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 1 Equivalent International Journal Publication/Faculty Member แสดงถึงความสามารถของอาจารย์ในการผลิตผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เทียบเท่ากับวารสารวิชาการระดับนานาชาติ โดยวัดจำนวนบทความต่ออาจารย์ 1 ท่าน ซึ่งบทความแต่ละประเภทจะให้น้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่ 1 ลงมาถึง 0.125 โดยบทความที่มีผู้เขียนหลายคนจะให้ปริมาณงานเฉลี่ยตามจำนวนผู้เขียนด้วย ตัวชี้วัดที่ 2 Journal Impact Factor/Faculty Member แสดงถึงความสามารถของอาจารย์ในการผลิตผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีคุณภาพในด้านการได้รับการอ้างอิง โดยวัดจากค่า Journal Impact Factor ต่ออาจารย์ 1 ท่าน ตัวชี้วัดที่ 3 Equivalent International Journal Publication/Discipline แสดงถึงความสามารถของสาขาวิชาในการผลิตผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เทียบเท่ากับวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ตัวชี้วัดที่ 4 Journal Impact Factor/Discipline แสดงถึงความสามารถของสาขาวิชาในการผลิตผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีคุณภาพในด้านการได้รับการอ้างอิง โดยวัดจากค่า Journal Impact Factor
สำหรับสถาบันที่มีหน่วยงานได้รับการประเมินระดับ 5 (ระดับดีเยี่ยม) มากที่สุดในแต่ละกลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ 1. กลุ่มสาขาวิศวกรรมศาสตร์และกลุ่มสาขาเทคโนโลยี ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2. กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการเกษตร และสัตวแพทยศาสตร์ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3. กลุ่มสาขาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



