
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : สิอ่อนภาษาไทย
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : สิอ่อนภาษาไทย : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
ช่วงวัยเยาว์ เป็นวันเวลาแห่งการหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ความฝัน เป็นช่วงเวลาสำคัญ จะหว่านอะไรก็รีบหว่าน จะเพาะอะไรก็รีบเพาะ ผืนแผ่นดินดี เมล็ดพันธุ์เหมาะ น่าเสียดายที่เมล็ดพันธุ์หลากหลายควรจะงอกเงย แต่กลับถูกทิ้งร่างให้แห้งฝ่อขึ้นรา
เมล็ดน้อยพร้อมจะฝังกายหยั่งรากฝากใบ ขอเพียงหยาดน้ำค้างสักหยาด ก็อาจก่อเกื้อชีวิต
เมล็ดพันธุ์ชนิดหนึ่งซึ่งงดงาม คือเมล็ดพันธุ์วรรณศิลป์ เผ่าพันธุ์วรรณกรรมไม่มีวันสิ้นสูญ เพราะการอ่านการเขียนของมนุษย์คือวัฒนธรรมที่วัฒนามาโดยธรรม นำมนุษย์ออกจากถ้ำพร้อมกบออกจากกะลา
ตั้งแต่วัยอนุบาล เราได้อ่านได้เขียน วัยประถมเราได้ลิ้มรสสุนทรียาอาขยาน อ่านนิทาน อ่านกลอน เมล็ดน้อย หยั่งรากไชชอนทรวงปฐพิน ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าทั้งหลายทั้งสิ้นเพื่อ “ดาว” และ “คะแนน” ที่เคยมีความสุข กลับกลายเป็นต้องแค่นเค้น เคยอ่านสนุก อ่านเล่น ต้องให้อ่านเป็นอ่านเอาจริง เคยอ่านเอาเรื่องก็ต้องอ่านเอาลึก เคยอ่านเอาถ่าน ก็ต้องอ่านเอาผลึกแก้วเจียระไน อ่านมาอ่านไป แก้วมณีก็ไม่ได้ กลายเป็นอ่านไม่เอาเรื่อง เอาอะไรไม่ได้ แม้แต่คะแนนก็เอายาก แถมยังไม่เอาถ่านไปเสียอีก มาถึงระดับมัธยม..ครูบาอาจารย์ ไม่น้อยเอ่ยปากบ่นว่าเด็กไทย “อ่อนภาษาไทย” เรียนภาษาไทย ไม่เท่ สู้เรียนภาษาต่างชาติไม่ได้ ยิ่งกระแส “อาเซียน” มาแรง เด็กไทยที่ยังเอาถ่าน ก็ทะยานไปสู่ฟากฟ้า “อินเตอร์” โดยมองข้ามหัวอาเซียนไปสนใจภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ถึงเวลานี้แม้เริ่มเงี่ยหูฟังภาษาพม่า ได้ยินคำว่า “มิงกะละบา” ก็พอรู้สึกดีขึ้นกว่าแต่ก่อน หากแต่เลือกรักชาติในตัวยังตั้งแง่ เพราะถูกปลูกฝังมาด้วยประวัติศาสตร์ชาตินิยม หรือ “ประวัติศาสตร์บาดหมาง”
มายาคติที่ฝังในจิตวิญญาณ เลือด “รักชาติ” ไหนเลยจะจางลงง่ายๆ เรายังคงดูถูกหมิ่นแคลนเพื่อนบ้าน จะมีพ่อแม่สักกี่รายที่ยินดี อยากให้ลูกเรียนรู้ ภาษาลาว ภาษาขะแมร์ ซึ่งทั้งเขมร และลาว ในสายตาของเรานั้น เป็นเช่นไรลองพิจารณาตัวเองดู
แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุด คือ “ดูถูกตนเอง” นี่แหละ คนไทยจึงต้องรณรงค์อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยกันอย่างถึงที่สุด “เลือดจาง” ก็จึงต้องเติมเลือดบำรุงเลือดนั่นแล
สำหรับผม ช่วงเวลาที่งดงามที่สุดคือ วัยประถม ยังตรึงใจในบรรยากาศการท่อง อาขยานร่วมกันตอนชั่วโมงเรียนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน ช่วงน่าเบื่อที่สุดคือช่วงมัธยม...เรียนภาษาไทย โดยเฉพาะวิชาหลักภาษาไทย ด้วยความกลัวจะสอบตก ถูก “เคี่ยว” และ “เข็น” ให้แต่งกลอนประกวด กลอนวันสุนทรภู่นี่แหละ เด็กสมัยนี้ก็ยัง “คารวะครูกลอนสุนทรภู่” อยู่อย่างคร่ำเคร่ง โดยไม่สนใจมิติอื่นๆ ของมหากวี และไม่สนใจกวีอื่น ทั้งอดีต และปัจจุบัน สุนทรภู่เองก็อาจรู้สึกขัดข้องมองดูลูกหลานด้วยความห่วงใย ว่าช่างกตัญญูรู้คุณ ดูหรือไม่ยอมไปเที่ยวไปเล่นที่ไหน เกาะแข้ง เกาะขา พันพัวนัวเนีย
หวังเห็นความ, เป็น, มี, อิสระ ต่อระบบ ของครูบางคน เยาวชนบางกลุ่มมองสุ่มๆ ดูก็รู้ ก็เห็น ในระดับมัธยมก็เช่น อุดมศึกษามหาวิทยาลัยที่มี “ชมรมวรรณศิลป์” ไม่สิ้นสาย
ตลอดยี่สิบปีที่ผมมีโอกาสเดินทางไปพูดไปบรรยายไปทำกิจกรรมตามโรงเรียนมัธยมต่างๆ ทั่วประเทศ ได้เห็นการเคลื่อนไหวในทิศทางที่น่ายินดี ครูภาษาไทย ครูบรรณารักษ์ บางส่วน บางกลุ่ม ได้ออกจากถ้ำกันมานานแล้ว ออกแสวงหาผืนดินใหม่ๆ หาแหล่งน้ำปรับปรุงสภาพแวดล้อง เรียนรู้ ฟ้า ดิน ฤดูกาล เรียนรู้วิธีการเพาะปลูก แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหา “เด็กไทย อ่อนภาษาไทย” ต้องแก้ไขกันทั้งระบบครับ นี่เป็นคำพูดแบบ พูดตามๆ กันมาจนชาชิน ไปๆ มาๆ เรานี่แหละเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อผนังถ้ำเป็นส่วนประกอบของ “แท่นพิธีกรรม” อันแข็งแกร่ง อาการ “อ่อนภาษาไทย” เป็นอาการหนึ่งในความอ่อนแอทั้งหมดของร่างกายอันปลกเปลี้ย
---------------------
(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : สิอ่อนภาษาไทย : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)



