
ภูมิพุทธภูมิ สมัยพุทธกาลกับปัจจุบันสมัย
๕ มิถุนายน ของทุกปี ประชาชาติทั่วโลกกำหนดให้เป็น วันแห่งการร่วมมือระหว่างชาติของทั่วโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือวันสิ่งแวดล้อมโลกนั้นเอง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งแวดล้อมทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ช้าบ้างเร็วบ้านขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันไป
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดการบันทึกภาพหรือข้อมูลอันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม บันทึกสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สิ่งแวดล้อมพุทธภูมิในสมัยพุทธกาล ซึ่งผ่านมากว่า ๒,๕๐๐ ปี และเมื่อนำมาผนวกกับภาพวาดพุทธประวัติตามผนังโบสถ์ ศาลา และวิหาร พุทธศาสนิกชนต่างเข้าใจกันว่า “ในสมัยพุทธกาลแดนพุทธภูมิเป็นดินแดนอันอุดม” ขณะเดียวกันก็มีคำถามอมตะนี้อยู่คู่นักปราชญ์และนักคิดมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเมื่อยุคที่แนวคิดทางวิทยาศาสตร์เจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านเริ่มใช้ระเบียบแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบความเชื่อที่นับถือกันมาช้านานว่า “สมัยพุทธกาลแดนพุทธภูมิเป็นดินแดนอันอุดมหรือ?”
เหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาลล้วนเกิดขึ้นในป่า เช่น การนั่งอดอาหารเพื่อให้บรรลุแก่ธรรมร่วมกับนักบวช ๕ คน ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณาสีการตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ในบริเวณป่าริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ปัจจุบันชื่อว่าเมืองกายา (Gaya) รัฐพิหาร และการเดินทางกลับไปเทศนาครั้งแรกแก่นักบวช ๕ คน จนท่านโกณฑัญญะบรรลุเห็นธรรม ก็เกิดขึ้นที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แต่สภาพปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากจากป่าที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นที่โล่งแจ้ง และใครเลยจะเคยคิดว่า แม่น้ำเนรัญชราที่เจ้าชายสิทธัตถะลอยถาดเสี่ยงทายนั้น ในสภาพปัจจุบันที่ตื้นเขินและเหือดแห้งจนดูเหมือนทะเลทราย
สำหรับผู้ไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล ซึ่งประกอบด้วย ๑.อุทยานลุมพินี สถานที่ประสูติจากพระครรภ์มารดา ๒.พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ๓.ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี (ปัจจุบันเรียกสารนาถ) สถานที่แสดงปฐมเทศนา และ ๔.สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (ปัจจุบันเรียก กาเซีย) สถานที่ดับขันธปรินิพพาน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพพุทธประวัติกับสถานที่จริงนั้น พบว่าแตกต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับหุบเหว
นายสรรค์สนธิ บุณโยทยาน หัวหน้าส่วนราชการเกษตรและสหกรณ์ จ.สกลนคร ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือสุริยปฏิทินพันปี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนักศึกษาวิชาเกษตรอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐปัญจาบ เมืองลุยเดียนา ประเทศอินเดีย อธิบายให้ฟังว่า สาเหตุสำคัญได้แก่การเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็วของชาวอินเดีย ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรเพื่อหล่อเลี้ยงพลเมือง โดยการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ต้นน้ำ การสร้างระบบชลประทานและบุกเบิกพื้นที่ผลิตอาหารภายใต้นโยบายที่เรียกว่า “ปฏิวัติเขียว” (Green Revolution) ในช่วงที่อินเดียได้รับเอกราชใหม่ๆ ราว ค.ศ.๑๙๔๗- ๑๙๕๐ ขณะนั้นมีประชากรประมาณ ๓๖๐ ล้านคน สามารถผลิตธัญพืชที่เป็นอาหารหลักเพียงกว่า ๕๐ ล้านตัน จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบ ๕ ล้านตัน สถานการณ์เช่นนี้ค่อนข้างล่อแหลมต่อการเกิดวิกฤติที่จะนำไปสู่การอดอยากอย่างรุนแรง
สองพี่น้องผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรชาวอเมริกัน Paul and William Paddock ระบุว่าภายในปี ๑๙๗๕ ชาวภารตนับล้านจะล้มตายเนื่องจากขาดอาหาร แต่เมื่อถึงเวลาดังกล่าวเข้าจริงๆ รัฐบาลอินเดียสามารถพลิกเกมอย่างรวดเร็วด้วยนโยบาย “ปฏิวัติขียว” ช่วงปี ๑๙๖๐-๑๙๗๕ ผลผลิตธัญพืชกระโดดขึ้นไปที่ ๑๒๐ ล้านตัน และเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐปัญจาบ เป็นผู้นำตัวยงของการปฏิวัติเขียว ข้าวสาลีพันธุ์ Kalyan Sona ที่ให้ผลผลิตสูงถูกกระจายไปทั่วภาคเหนือของอินเดีย ได้แก่ รัฐปัญจาบ รัฐอุตตรประเทศ และรัฐพิหาร
อย่างไรก็ตามสัจธรรมที่ว่า “ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง” การปฏิวัติเขียวทำให้ทรัพยากรที่ดินและน้ำถูกใช้อย่างมากมาย รัฐบาลอินเดียสนับสนุนการสร้างระบบชลประทาน ทั้งจากแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดินเพื่อการเพาะปลูกข้าวสาลีอย่างเต็มอัตราศึก รัฐพิหารและด้านตะวันออกของรัฐอุตตรประเทศซึ่งเป็นถิ่นพุทธภูมิในอดีต สภาพป่าถูกดัดแปลงเป็นทุ่งข้าวสาลีเกือบทั้งหมด และมีการใช้น้ำชลประทานเกือบทุกตารางนิ้ว แม้กระทั่งที่เมืองกุสินาราอันเป็นสถานที่ปรินิพพานก็แทบไม่เหลือสภาพป่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่นาข้าวสาลี
“เมื่อเปรียบเทียบภาพจารึกในสมัยพุทธกาลกับปัจจุบัน จึงมีภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมไม่โทษพี่น้องชาวภารตเพราะเป็นใครก็ต้องเอาตัวรอดเรื่องอาหารการกินไว้ก่อน อย่างไรก็ตามต้นไม้โบราณที่เกี่ยวข้องกับพุทธองค์ เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร และต้นสาละ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของป่าที่อุดมสมบูรณ์ในสมัยพุทธกาลก็ยังคงมีให้เห็นทั่วไป ต้นโพธิ์ที่มหาวิหารพุทธคยาในปัจจุบัน ถูกปลูกเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วโดยท่าน Sir Alexander Canningham อดีตนายพลแห่งกองทัพอังกฤษประจำอินเดีย และอธิบดีกรมโบราณคดีคนแรกของอินเดีย ตอนนี้สภาพค่อนข้างแก่และทรุดโทรมจนทางการต้องติดประกาศห้ามเด็ดใบไม้ ใครอยากได้ต้องนั่งเฝ้ารอให้ร่วงลงมาเอง” นายสรรค์สนธิ กล่าวทิ้งท้าย
อรรถกถา พ.ศ. ๑๐๐๐
“กรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาในหมู่ชาวพุทธเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินอินเดียยุคพุทธกาล ว่าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่นั้นชมพูทวีปเป็นดินแดนแห่งอารยธรรม ที่เต็มไปด้วยคนมีจิตใจสูงมีศีลธรรมกันแทบจะทุกครอบครัว แผ่นดินก็ปราศจากภัยธรรมชาติทั้งปวง ฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล ในแคว้นมคธเองก็มีประชาชนอยู่อาศัยนับเป็นโกฏิ ไม่ว่าจะเดินไปทางใดก็พบกับพระอรหันต์หรือพระอริยบุคคล ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการศึกษาคัมภีร์ชั้นอรรถกถาที่เขียนเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๐๐๐ โดยภิกษุจากวัดมหาวิหารในศรีลังกา" นี่คือการวิเคราะห์ของ นพ.ดร.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช ที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา) อาจารย์พิเศษ คณะศาสนาวิชาศาสนาและปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พร้อมกันนี้ นพ.ดร.มโน ยังบอกด้วยว่า อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ พระพุทธเจ้าไม่ใช่ชาวมคธ และตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ก็มิได้ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในแคว้นมคธ แต่ทำไมภาษาของพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทจึงยังเรียกกันต่อๆ มาอย่างเป็นทางการว่า “ภาษามคธ” หรือ “มาคธี” ซึ่งต่อมากลายชื่อมาเป็น “ภาษาบาลี” และภาพลักษณ์ของแคว้นมคธ วัฒนธรรมมคธก็พลอยสูงเด่นไปด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเกียรติภูมิของวัฒนธรรมอินเดีย ขณะที่ในยุคของพระเจ้าอโศกนั้นอินเดียคือประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ภาพลักษณ์และความเชื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งของอินเดียยุคพุทธกาลจึงเกิดขึ้นตามไปด้วย การมีประชากรของแคว้นมคธนับได้เป็นโกฏิจึงเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่งของสังคมยุคนั้น
เมื่อประมวลข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พร้อมการขุดค้นทางโบราณคดี และคัมภีร์ศาสนาต่างๆ ที่อินเดียได้รับตกทอดจากยุคโบราณ ภาพของอินเดียในยุคพุทธกาลจึงชัดเจน และไม่ใช่ดินแดนแห่งสันติภาพ และความอุดมสมบูรณ์อย่างที่คนรุ่นหลังๆ เชื่อกัน แต่มันเป็นยุคของการแก่งแย่งชิงอำนาจทางการเมืองของแคว้นต่างๆ ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับภัยแล้งครั้งใหญ่ที่ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนต้องแสวงหาที่พึ่งทางใจกันมาก ศาสดาจึงเกิดขึ้นในอินเดียยุคนั้นอย่างมากมาย และมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ประชาชน ปรากฏในพระไตรปิฎกเรื่อยมาอย่างน้อย ๖ ท่าน ซึ่งเรียกรวมๆ ว่าครูทั้งหก โดยที่พระพุทธเจ้าคือครูคนที่เจ็ดในสายตาของคนอินเดียยุคนั้น
เรื่อง - ภาพ..."ไตรเทพ ไกรงู"



