ไลฟ์สไตล์

สกู๊ป เบอร์โทรศัพท์สุดรัก ไม่มัก (ง่าย) ให้ใคร

สกู๊ป เบอร์โทรศัพท์สุดรัก ไม่มัก (ง่าย) ให้ใคร

03 มิ.ย. 2552

"เบอร์โทรศัพท์" โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์มือถือ จัดเป็นสมบัติส่วนตัวที่ใครหลายคนหวงแหน เพราะโทรศัพท์ถือเป็นโลกส่วนตัวอีกโลกหนึ่งของทุกคน เชื่อเถอะว่า...หากใครที่เคยได้รับโทรศัพท์ "โรคจิต" เพียงครั้งเดียว อาจจะเกิดอาการผวาหวาดหวั่นจนถึงกับต้องเปลี่ยนเบอร์ หนี

 ก็เพราะต้องทิ้งเบอร์ส่วนตัวเอาไว้ให้ใครต่อใครก็ไม่รู้แบบนี้ ดูจะเป็นโอกาสทองของพวกคนโรคจิต ที่อาจจะฉวยโอกาสลักเบอร์เหล่านี้ไปโดยที่ทีมงานไม่ทันระวังตัวก็เป็นได้ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นเขาและเธอจะมีวิธีป้องกันอย่างไรกันล่ะเนี่ย...

 มาเริ่มจากสาวสวย "ตุ๊ย" ทิพยนันท์ ศรีเฟื่องฟุ้ง ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ ทูอี้ เล่าว่า ทุกครั้งที่เธอได้รับเชิญไปงาน ไม่ว่าจะเป็นงานแฟชั่นหรืองานเปิดตัวสินค้า มักจะเป็นงานของคนรู้จักกันส่วนใหญ่จะมีเบอร์ของเธอกันอยู่แล้วด้วย

 "อย่างเวลาลงทะเบียนตุ๊ยก็จะให้เบอร์บ้างไม่ให้บ้าง เพราะงานที่ไปส่วนใหญ่จะเป็นงานของคนรู้จักกัน เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไรว่าเบอร์ตัวเองจะหลุดไปถึงคนแปลกหน้า อย่างเวลามีสื่อมาขอสัมภาษณ์แล้วขอเบอร์โทรศัพท์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสื่อที่เคยเจอกันมาก่อนแล้ว แต่ถ้าเกิดคนไหนที่ตุ๊ยยังไม่เคยเห็น ก็จะขอนามบัตรเขาเก็บไว้ ซึ่งการขอนามบัตรของตุ๊ยก็มี 2 ประเด็นคือ เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทำงานอยู่ในสื่อที่เขาบอกเราจริงๆ ส่วนอีกประเด็นก็เผื่อเวลาตุ๊ยมีอะไรจะติดต่อก็จะได้มีเบอร์ติดต่อ ส่วนใหญ่สื่อทุกคนก็จะพกนามบัตรติดตัวกันอยู่แล้วด้วย" ดีไซเนอร์สาวกล่าวอย่างมั่นใจ

 ด้วยความเป็นสาวสวยรวยเสน่ห์แบบนี้ เลยอดไม่ได้ที่จะถามถึงโทรศัพท์แปลกๆ ที่คนดังมักจะเจอกันเป็นประจำ สาวตุ๊ยเล่าทันทีว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยมีโทรศัพท์แปลกๆ โทรมาหา เหมือนจะแสดงเจตนาว่าอยากรู้จัก แต่กลับไม่บอกชื่อเสียงเรียงนาม เธอจึงแก้ปัญหาด้วยการไม่รับสายจากเบอร์นั้นแทน

   "ตุ๊ยอาจจะไม่ใช่คนดังเหมือนดารา เลยยังไม่เจอโทรศัพท์แบบที่ดาราเขาเจอกัน แต่ก็เคยมีโทรมาแล้วพูดสไตล์แปลกๆ ทำนองอยากจะรู้จัก อยากจะคุยด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะจีบหรืออะไร แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาได้เบอร์ของเรามาจากไหน ถามเป็นใครเอาเบอร์มาจากไหนก็ไม่บอก หลังๆ ตุ๊ยเลยไม่รับสายเขาอีกเลย หรือถ้าเกิดรับสายก็จะถามเขาว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า ยังไม่สะดวกที่จะคุยด้วย แต่โทรศัพท์เหล่านี้เจอก่อนแต่งงาน พอหลังจากแต่งงานแล้วก็ไม่มีโทรศัพท์แบบนี้โทรมาหาอีกเลย" ตุ๊ย กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

 ต่อกันที่พิธีกรสาวคนเก่ง "จูน" สาวิตรี โรจนพฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาหา จะเป็นการติดต่อเรื่องงาน ทั้งจากคนที่รู้จักและไม่รู้จัก เนื่องจากเธอไม่มีผู้จัดการส่วนตัวเป็นคนรับสายให้ ในกรณีที่ต้องให้เบอร์กับสื่อ ก็มักจะเป็นพี่ๆ ที่รู้จักกันอยู่แล้ว หรือไม่ก็คุ้นหน้ากันดียามออกงาน 

 "คนที่โทรศัพท์มาหาจูนน้อยคนมากที่จะมาขอเบอร์เอง ส่วนมากจะไปขอเบอร์มาจากคนอื่น หรือไม่ก็เวลาจูนทำพิธีกรในงานแล้วลูกค้ากำลังจะจัดงาน ก็มาขอให้เราไปทำเอ็มซี (พิธีกร) ให้ก็มี ถ้าเป็นสื่อเขาก็จะบอกเลยว่ามาจากที่ไหน จะสัมภาษณ์เรื่องอะไร อย่างถ้าเป็นหนังสือใหม่เขาก็จะถือหนังสือเล่มใหม่มาให้ดู เพื่อจะได้ดูคอลัมน์ที่จะสัมภาษณ์ว่า สะดวกใจกับคอลัมน์นี้หรือเปล่า อย่างเวลาไปลงทะเบียนก็น่าจะระวังกันนิดหนึ่ง ถ้าเกิดไม่จำเป็นต้องให้เบอร์ ก็ไม่ควรจะให้ เพราะเราไม่รู้ว่ากระดาษแผ่นนั้นที่เราเขียนเบอร์ จะมีใครมาชะโงกดูหรือเปล่าด้วย อย่างจูนว่าตัวเองโชคดีมากที่ไม่เคยเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ อย่างที่คนอื่นเขาเจอกัน ก็หวังว่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอด" พิธีกรสาวคาดหวัง

 จากสาวๆ แล้ว งั้นลองมาฟังวิธีแก้ไขจากหนุ่มอย่าง "พุธ" วิพุธ หวั่งหลี ซึ่งเขาเล่าว่า เคยมีเพื่อนๆ ผู้หญิงมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโทรศัพท์โรคจิตบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่โตทำให้เพื่อนๆ เครียด เพียงแต่เล่ากันขำๆ ในวงสนทนาเท่านั้น ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถือว่าลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไปด้วย

 "อย่างเพื่อนๆ ผมเขาก็มักจะโดนกันแค่ครั้งเดียว ไม่ได้ต่อเนื่องเหมือนกับนักแสดงที่เขาเจอกัน ซึ่งวิธีแก้ถ้าไม่วางสายไปเลย ผมว่าอาจจะเปิดลำโพงของโทรศัพท์เพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงเขาไปด้วย หรือไม่ก็ทิ้งสายเอาไว้แล้วไปคุยกับคนอื่น เหมือนให้เขารู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว หรือถ้าเกิดอยู่ที่บ้านหรือมีผู้ชายอย่างพ่อ พี่ชาย หรือเพื่อนอยู่ใกล้ๆ ก็ส่งสายให้เขาได้ยินเสียงผู้ชายไปเลยก็ได้ ผมว่าแค่เขาได้ยินเสียงเหล่านี้ก็น่าจะหนาวไม่กล้าโทรมาอีกแล้วล่ะ" พุธ กล่าวทิ้งท้ายพร้อมคำแนะนำ