
'ศธ.'เชื่อข้อสอบครูรั่วแน่นอน
'เสริมศักดิ์' ระบุ มีผู้เข้าสอบ 486 คน ทำคะแนนได้เต็มและเกือบเต็ม เชื่อมีการรั่วไหลของข้อสอบแน่นอน ด้าน 'DSI' คาดสรุป 'ทุจริตสอบครูผู้ช่วย' 18 มี.ค.นี้
6 มี.ค. 56 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการสอบคัดเลือกตำแหน่งครูผู้ช่วยจำนวน 2,000 อัตรา ว่าขณะนี้พบข้อมูลเพิ่มเติม จากผลคะแนนการสอบครั้งที่ผ่านมาพบว่ามีผู้เข้าสอบ 486 คนทำคะแนนได้เต็มและเกือบเต็ม โดยพบว่าในจำนวนนี้กระจายตัวอยู่ใน 60 จังหวัด ทำให้เข้าใจได้ว่าในจังหวัดทั้งหมดนี้ อาจจะมีการขายข้อสอบ หรือมีการรั่วไหลของข้อสอบไปถึงมือผู้สอบอย่างแน่นนอน และหากพบว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมีส่วนรู้เห็นจะต้องดำเนินการขันเด็ดขาด
“ผมจะเร่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เร่งสรุปข้อมูลการทุจริตสอบครูผู้ช่วยทั้งหมดให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ และหากพบว่าใครในกระทรวงมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ไม่มีทางที่จะปล่อยไปอย่างแน่นอน” นายเสริมศักดิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ ศธ.จะพิจารณากระบวนการและรูปแบบการสอบใหม่หรือไม่ รมช.ศธ. กล่าวว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเปลี่ยนรูปแบบการสอบครูใหม่ เช่น หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งก็อาจจะให้เป็นผู้จัดสอบเอง แต่ขณะนี้ยังไม่ด่วนสรุปว่าการสอบครั้งนี้จะเป็นโฆษะหรือไม่ ต้องดูข้อมูลจากดีเอสไอให้ละเอียดก่อน เพราะเป็นเรื่องที่มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์
อย่างไรก็ตาม นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า การจะตัดสินใจยกเลิกการสอบครั้งนี้หรือไม่นั้น ต้องรอผลข้อมูลที่ชัดเจนก่อนว่าจะพิจารณาให้ยกเลิกผลการสอบครั้งนี้ และให้มีการสอบใหม่หรือไม่ เพื่อจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 มีนาคมนี้ ซึ่งตนจะขอให้นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเลื่อนการประชุม ก.ค.ศ.ออกไปเป็นสิ้นเดือนมีนาคม เพราะต้องการรอรายละเอียดข้อมูลให้ครบถ้วนกว่านี้
'DSI' คาดสรุป 'ทุจริตสอบครูผู้ช่วย' 18 มี.ค.
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยื่นเรื่องให้ดีเอสไอตรวจสอบการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กล่าวว่า เบื้องต้นพบหลักฐานชี้ว่ามีการทุจริตสอบครูผู้ช่วย โดยเชื่อว่าจะสรุปผลการสืบสวนส่งให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปประกอบการพิจารณายกเลิกการสอบหรือไม่ได้ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ โดยประเด็นที่ต้องสืบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงคือมีการทุจริตเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือเกิดการทุจริตทั่วประเทศ เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่าจะยกเลิกการสอทั้งหมดหรือยกเลิกการสอบเพียงบางพื้นที่ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดสอบแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต กล่าวว่า จากการตรวจสอบเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง โดยมี 3 ลักษณะคือ การให้บุคคลอื่อเข้าสอบแทน การใช้นำข้อสอบออกมาและเฉลยข้อสอบ ให้นำโพยข้อสอบไปท่องจำ การนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปในห้องสอบ เนื่องจากการสืบสวนพบมีหลักฐานเกี่ยวข้องโดยเฉพาะพยานบุคคลที่ให้การว่าก่อนถึงวันสอบ 2 วันได้มีการอบรมการใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่อเฉลยข้อสอบ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานโพยข้อสอบซึ่งจะนำไปตรวจสอบว่าตรงกับกระดาษคำตอบของสพฐ.หรือไม่ นอกจากนี้ยังพบโทรศัพท์มือถือในห้องสอบด้วย อย่างไรก็ตาม คดีการทุจริตสอบไม่ได้เป็นบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้นจึงต้องเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) มีมติรับเป็นคดีพิเศษก่อน ดีเอสไอจึงจะมีอำนาจสอบสวน
ตะลึง!สอบครูผู้ช่วย400คน คะแนนเกินร้อยละ 90
นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรมสอบสวนคดีพิเศษพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนพิเศษ ประมาณ 10 คน เข้าขอข้อมูลและสอบปากคำเจ้าหน้าที่ สพฐ.ที่รับผิดชอบการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว 12 โดยมีนายสุเทพ ชิตยวงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)และเจ้าหน้าที่สพฐ .ประมาณ 5 คน เข้าให้ปากคำและนำเอกสารต่างมาชี้แจง ซึ่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอใช้เวลาสอบปากคำประมาณ 3 ชั่วโมง
นายธานินทร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ทางดีเอสไอจะนำเอกสารต่างๆ ที่ได้ในวันนี้ไปตรวจสอบว่า เอกสารเหล่านี้มีกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเอกสารที่ได้รับในวันนี้มีจำนวนมาก ทำให้พนักงานสอบสวนต้องขอกลับไปรวบรวมเอกสารก่อน อย่างไรก็ตามประเด็นที่ดีเอสไอจะดำเนินการมีสองประเด็นคือ 1.ต้องชี้ว่ากรณีดังกล่าวมีการทุจริตจริงหรือไม่เพื่อให้ศธ.พิจารณาว่าควรยก เลิกผลสอบบางจุดหรือยกเลิกทั้งหมดจะต้องให้เสร็จภายในวันที่ 18 มีนาคม 2.ผู้กระทำผิดมีกระบวนการและใครบ้างและเมื่อได้หลักฐานพอสมควรแล้วจะนำเสนอ คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษเพื่อบรรจุให้กรณีทุจริตนี้เป็นคดีพิเศษ จะทำให้มีอำนาจสอบสวนเต็มที่เพื่อจะได้หาผู้กระทำผิดมาลงโทษทางกฎหมายได้
นายธานินทร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ข้อมูลการวิเคราะห์ผลคะแนนของสพฐ.พบว่า คะแนนของผู้ผ่านการคัดเลือกสูงผิดปกติ โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกที่ทำคะแนนได้สูงถึงร้อยละ 90 -100 ประมาณ 400 คน ขณะที่คะแนนเฉลี่ยของผู้เข้าสอบคราวนี้จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 โดยในกลุ่มนี้มีผู้ที่คะแนนสูงผิดปกติประมาณ 100 คน ดังนั้นพนักงานสอบสวนอาจจะต้องประเมินว่า คะแนนที่สูงผิดปกตินั้น ส่อพิรุธหรือไม่ และอาจคัดกรองพร้อมเชิญผู้เข้าสอบผู้ที่มีคะแนนสูงผิดปกติมาสอบปากคำเป็นรายคน อย่างไรก็ตามกลุ่มที่คะแนนสูงผิดปกติอาจมีส่วนในการทุจริตครั้งนี้แต่ก็ต้อง ตรวจสอบก่อนเพราะบางคนที่เก่งก็อาจจะสอบได้คะแนนสูงและทั้งหมดต้องขึ้นกับ พยานหลักฐาน
นายธานินทร์ กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้พนักงานสอบสวนมีหลักฐานเบื้องต้นจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริงชุดที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.แต่งตั้งมอบให้และยังมีพยานหลักฐาน เครื่องมือสื่อสาร โพยคำตอบต่างๆที่นำเข้าห้องสอบ ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบว่ามีการใช้เครืองมือสื่อสารจริงหรือไม่ และโพยคำตอบที่มีอยู่ตรงตรงกับคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เป็นการชี้ชัดว่า มีการทุจริตในการจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ทั้งนี้ ดีเอสไอจะทำหนังสือถึง รมช.ศึกษาธิการ เพื่อขอนำกระดาษคำตอบที่มีการอายัดไว้มาเปรียบเทียบกับโพยเฉลยข้อสอบซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่ได้มา เพื่อดูว่า การดาษคำตอบตรงกับโพยเฉลยคำตอบหรือไม่
"ข้อมูลที่ได้ในวันนี้ถือเป็นประโยชน์มากจะทำให้สามารถตีวงแคบมากขึ้นในการหาตัวผู้ทุจริต ซึ่งอาจจะไม่ได้ตีวงกว้างทั่วประเทศอาจจะมีเฉพาะจุด และจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่จะตรวจสอบ ซึ่งในวันที่ 18 มีนาคม จะสามารถสรุปผลเบื้องต้นว่ากลุ่มที่กระทำความผิดมีใครบ้างและต้อง ดำเนินการอย่างไรต่อ " ผอ.ศูนย์ป้องกันฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้สามารถสรุปได้เลยหรือไม่ว่าข้อสอบ ครูผู้ช่วยรั่วในชั้นไหน นายธานินทร์ กล่าวว่า คงจะตอบยากเพราะทุกๆจุดมีช่องโหว่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ บริษัทที่ทำข้อสอบ หน่วยงานที่ส่งข้อสอบ คณะกรรมการรับข้อสอบ คณะกรรมการเปิดข้อสอบ ฉะนั้นพนักงานสอบสวนต้องแยกเป็นประเด็นและต้องดูว่าตรงไหนมีจุดโหว่มากที่ สุด
ด้านนายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า การตรวจสอบขณะนี้พบผู้สอบกลุ่มที่มีคะแนนสูงผิดปกติ จำนวน 486 คน กระจายตัวใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ก่อนเลยว่า ผู้สอบกลุ่มนี้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยทุจริตการสอบ โดยเฉพาะกรณีข้อสอบรั่วที่ทำให้ผู้สอบบางคนมีคะแนนสูงจนผิดปกติ อย่างไรก็ตาม กรณีนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศธ.จะนัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นัดพิเศษ วันที่ 13 มี.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าจะยกเลิก หรือไม่ยกเลิกผลการสอบสอบคัดเลือกฯนั้น เรื่องนี้ตนจะคุยกับ รมว.ศธ.ขอให้เลื่อนการประชุม ก.ค.ศ.ไปเป็นช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ เพื่อรอผลการตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆได้สรุปก่อน
นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การสอบสวนกรณีทุจริตจัดสอบครูผู้ช่วยนั้น ไม่มีมวยล้มอย่างเด็ดขาดเพราะหลักฐานค่อนข้างชัดเจน อย่างข้อมูลวิเคราะห์ผลคะแนนของผู้เข้าสอบเห็นได้ชัดว่าผิดปกติ โดยปกติผู้ที่ได้คะแนนต่ำและสูงมากจะมีจำนวนน้อย แต่จะไปโป่งในช่วงคะแนนกลาง ๆ แต่กราฟคะแนนผู้เข้าสอบครูผู้ช่วยกลับไปโป่งตรงคะแนนสูงๆ อีกช่วง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติ
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ทีมงานของดีเอสไอเข้ามา ขอสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ของสพฐ. ซึ่งตนได้ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนให้ความร่วมมือกับทางดีเอสไออย่างเต็มที่ รวมถึงเตรียมเอกสารข้อมูล 4 ส่วน ไว้ให้ตามที่ทางดีเอสไอ ได้ขอมา คือ 1หลักเกณฑ์และวิธีการ ในการสอบคัดเลือก 2 จำนวนเขตพื้นที่และรายชื่อเขตพื้นที่ 3 จำนวนผู้เข้าสอบ ผลการสอบ และ4 รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก และ4 วิธีการจัดส่ง การเก็บข้อสอบ การข้อสอบและการประกาศผลสอบ ส่วน ที่นายเสริมศักดิ์ จะขอให้มีการเลื่อนการประชุม ก.ค.ศ. ออกไป เพื่อรอผลการสอบสวนจากดีเอสไอก่อนนั้น ต้องแล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนตนเองนั้นขณะนี้ทางดีอสไอยังไม่ได้ติดต่อเข้ามาสอบปากคำ แต่ถ้าติดต่อเข้ามาก็พร้อมให้ความร่วมมือ
นายชินภัทร กล่าวต่อว่า หากมีการเลื่อนสอบครูผู้ช่วยออกไปจะมีผลกระทบอะไรในภาพรวมหรือไม่นั้น เรื่องนี้เป็นประเด็นเชิงนโยบายซึ่งทางศธ.คงจะพิจารณาทางออกที่ดีที่สุด โดยคำนึงถึงความสุจริต ถูกต้องโปร่งในเป็นประการสำคัญ ดังนั้นทางศธ.จึงจำเป็นต้องวางมาตรการป้องกันการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นใน อนาคต ส่วนข้อสงสัยที่ว่ามีคนในสพฐ.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น ตนคิดว่าเอาหลักพยานมาพูดกันดีกว่า เพราะการตั้งข้อสงสัยและไปวิจารณ์เกินเลยไป ก็ไม่ส่งผลดี ควรจะทำให้ทุกอย่างมีความกระจ่างชัด ด้วยพยานหลักฐานจะดีที่สุด



