Kom Lifestyle

วิเคราะห์ปัญหา'เศรษฐกิจไทย'

วิเคราะห์ปัญหา'เศรษฐกิจไทย'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

วิเคราะห์ปัญหา 'เศรษฐกิจไทย' มุ่งจุดแข็งอุตสาหกรรมเกษตร : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

                         ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ายุทธศาสตร์ของรัฐบาลนั้นมีส่วนสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางของประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรไทย และปุ๋ยนั้น ถือเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญสำหรับเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ย เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปในการรับมือการก้าวเข้ามาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้าอย่างเต็มรูปแบบ

                         ด้วยเหตุนี้ สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย โดยนายกสมาคม "ทวีศักดิ์ สุทิน" และกรรมการบริหารจึงได้เชิญ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ "วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยและแนวทางการวางแผนกลยุทธ์ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน" เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว 

                         เนื่องจากปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกประกอบด้วยโรงงานอุตสาหกรรมผู้ผลิตปุ๋ยจำนวน 40 โรงงาน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าแม่ปุ๋ยและผลิตปุ๋ยผสมสำหรับเกษตรกรผู้ใช้ทั้งประเทศประมาณ 2-2.5 ล้านตันต่อปี มีทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย

                         ม.ร.ว.ปรีดียาธร กล่าวในการแสดงปาฐกถาตอนหนึ่งว่าประเทศไทยได้เตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจมานานแล้ว หากมองย้อนไปใน 2535 ช่วงนั้นทั้งภาครัฐและเอกชน โดยสภาหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมร่วมวางแผนกันว่าประเทศไทยจะต้องปรับตัววางแผนการส่งออกใหม่ จะไม่ยึดตลาดจี 3 (สหรัฐ กลุ่มอียูและญี่ปุ่น) แต่จะหันมาเน้นอีสต์เอเชียมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงหากเกิดวิกฤติในประเทศเหล่านี้

                         "ตอนปี 2535 ยอดส่งออก 100% เราส่งไปจี 3 สหรัฐ อียูและญี่ปุ่น 3 ประเทศนี้ถึง 60% ถ้า 3 ประเทศนี้เป็นอะไรไปเราก็ล้มเหมือนกัน จึงวางแผนทำ 2 อย่างคือ 1.เตรียมปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น 2.ต้องกระจายตลาดไปสู่ตลาดใหม่ให้ได้จากแผนครั้งนั้นก็มีการตั้งสถาบันต่างๆ มากมาย อาทิ สถาบันสิ่งทอ   สถาบันอาหารทะเล สถาบันอัญมณี ฯลฯ"

                         ม.ร.ว.ปรีดียาธร มองว่า ผลสำเร็จจากมาตรการดังกล่าวทำให้มีการร่วมมือกันอย่างแข้งขันทั้งภาคราชการและภาคเอกชน  ส่งผลให้สินค้าไทยมีคุณภาพดีขึ้น ยึดครองตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออก ไม่นับรวมญี่ปุ่น กลายเป็นตลาดส่งออกใหม่ใหญ่ที่สุดจนทุกวันนี้ โดยมีสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปด้านการเกษตรต่างๆ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน 

                         จากเมื่อปี 2535 ได้ส่งออกเพียงแค่ 20% เท่านั้น แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 39% ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถยืนอยู่ได้ แม้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป อันมีผลมาจากแผนการกระจายตลาด ที่เริ่มต้นมาจากปี 2535 นอกจากนี้ประเทศไทยและอีสต์เอเชียทั้ง 8 ประเทศยังเป็นเป้าหมายหลักที่บริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นและประเทศที่เจริญก้าวหน้ามาตั้งซับพลายเชน

                         "การที่เราเข้ามาอยู่ในซับพลายเชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจุบันแปลว่าอะไร แปลว่าเมื่ออีสต์เอเชียขายออกอะไร เราก็จะโตไปพร้อมกัน ถ้ามีตัวนี้แปลว่าเรายังจะเดินต่อไปได้ สถิติปัจจุบันเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงที่สุดในโลกก็คืออีสต์เอเชีย เป็นตัวที่บอกว่ารัฐบาลไม่ต้องไปทำอะไรมาก มีการวางรากฐานมาดี กองทัพผู้ส่งออกเราเก่ง นี่คือประโยชน์เศรษฐกิจประเทศไทยที่เป็นของภาคเอกชน"

                         อดีตรองนายกรัฐมนตรียอมรับว่านับเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่เศรษฐกิจอยู่ในมือเอกชนมากกว่า 80% ซึ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นมาก็สามารถรับได้ทั้งนั้น โดยรัฐบาลไม่ทำงานก็รับได้ เนื่องจากเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้อยู่แล้ว ซึ่งอานิสงส์ดังกล่าวนี้เป็นผลพวงมาจากการเปิดประเทศในสมัยยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ได้เชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนตามระบบเสรีนิยม

                         "ย้อนไปเมื่อปี 2500 เศรษฐกิจไทยกับพม่าพอๆ กันเลย แต่การศึกษาเขาดีกว่าเพราะเป็นระบบอังกฤษ มีนายพล 2 คนปฏิวัติ คนหนึ่งอยู่พม่าชื่อเนวิน อีกคนชื่อสฤษฎิ์ ความที่นายพลเนวินไม่ชอบอังกฤษที่มาปกครองและขูดรีด ก็ปิดประเทศไล่นักลงทุนต่างชาติกลับหมด ธุรกิจทุกอย่างรัฐทำหมด แต่จอมพลสฤษดิ์เลือกระบบเสรีนิยม เปิดประเทศเชิญชวนต่างชาติเข้ามาลงทุน ผลพวงจากยุทธศาสตร์ของสองผู้นำในวันนั้น รู้แล้วว่าวันนี้เป็นอย่างไร" ม.ร.ว.ปรีดียาธร ให้มุมมองทิ้งท้าย

 

 

--------------------

(วิเคราะห์ปัญหา 'เศรษฐกิจไทย' มุ่งจุดแข็งอุตสาหกรรมเกษตร : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)

 

 

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง