Kom Lifestyle

'จากเพตรา'สู่เดดซี'

'จากเพตรา'สู่เดดซี'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

จากเพตรา'สู่เดดซี มหัศจรรย์ย้อนกาลเวลา มนตราแห่งจอร์แดน : คอลัมน์ ท่องต่างแดน เรื่อง / ภาพ : Wild Angle

          จอร์แดน ราชอาณาจักรเล็กๆ บนขอบทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลของตะวันออกกลาง ที่ยังคงความสงบงามอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ท่ามกลางไฟสงครามศักดิ์สิทธิ์กรุ่นควัน และฤดูใบไม้ผลิแห่งความเปลี่ยนแปลง Arab Spring ที่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็วและลุกลามไปทั่ว กลับเป็นดินแดนแห่งประวิติศาสตร์อันยาวนาน เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และอารยธรรมที่น่าตื่นตะลึง เหมือนมนตราเย้ายวนชวนให้ไปสัมผัส 
 
 30 นาทีหลังเที่ยงคืน สายการบินแห่งชาติโรยัลจอร์แดนเนียล พาเราเหินฟ้าสู่กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง ถึงสนามบินนานาชาติควีน อาเลีย ตอนฟ้าสาง เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง
 
 จุดหมายแรกที่จะพลาดไม่ได้เลยในการมาเยือนราชอาณาจักรแห่งนี้ก็คือ เพตรา (Petra) มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือ นครสีดอกกุหลาบ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแห่งโมเสส (Wadi Musa) เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวอาหรับเผ่าเร่ร่อนนาบาเทียน (Nabataean) ในช่วงระหว่าง 100 ปี ก่อนคริสตกาล-ปี ค.ศ.100 และได้เข้ามาสร้างอาณาจักรบ้านเมือง ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันในปี ค.ศ.106 นครเพตราถึงคราวล่มสลายเมื่อหมดยุคของอาณาจักรโรมัน ทำให้ชาวเมืองละทิ้งบ้านเมืองจากกันไปหมด ทิ้งให้เมืองรกร้างไปและพังทลายจากแผ่นดินไหวหลายครั้งจนถูกลืมหายไปจากความทรงจำของผู้คน
 
 จวบจนใน ปี ค.ศ.1812 นักล่าสมบัติชาวสวิส นายจอห์น ลุควิดซ์ เบอร์คฮาร์ดท์ (Johann Ludwig Burckhardt) ไปค้นพบและนำออกมาเขียนหนังสือเล่าขานถึงความสวยงามและความมหัศจรรย์ของมหานครแห่งนี้ จนเป็นที่รู้จัก เมืองเพตราได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ปี ค.ศ.1985 และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของแห่งโลกใหม่ จากการตัดสินโดยการโหวตจากบุคคลนับล้านทั่วโลกในวันมหัศจรรย์ 07/ 07/ 07
 
 จากประตูทางเข้าที่ขอบเมือง Wadi Musa เราลงเดินหรือจะขี่ม้าที่ต้องมีค่าทิปให้แก่คนจูงม้า 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อเที่ยว เพื่อไปส่งตรงปากทางเข้าไปใน The Siq ช่องแคบๆ ยาวกว่า 1.5 กิโลเมตร ที่เกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน กลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยวและมีสีสันลวดลายงดงาม นำทางไปสู่วิหารอลังการสูงใหญ่บนหน้าผาหินทราย มีชื่อว่า The Treasury หรือ Al Khazneh ซึ่งเป็นวิหารที่แกะสลักโดยเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก สูง 40 เมตร กว้าง 28 เมตร สันนิษฐานว่า สร้างในราวศตวรรษที่ 1-2 โดยได้รับอิทธิพลของศิลปะหลายชาติ มีความงดงามและโดดเด่นกว่าทุกวิหารหรือสิ่งก่อสร้างในหุบเขาแห่งนี้ จนกลายเป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะ Indiana Jones and the Last Crusade
 
 และหากเลยต่อเข้าไปถึงจุดที่ไกลที่สุดของมหานครเพตราคือ The Monastery วิหารแกะจากหน้าผาหินทรายอีกหลังบนยอดเขาที่งดงาม ไม่แพ้ The Treasury แต่ใหญ่กว่า หากเลือกได้ขอแนะนำให้ไปถึง The Treasury ตอนช่วง 10.00-12.00 น. ที่แสงแดดจะทำมุมสะท้อนให้หลืบผากลายเป็นสีส้มสดอมสีชมพู และไปเก็บแสงสุดท้ายที่สาดจับ The Monastery ให้กลายเป็นวิหารสีทอง ในช่วงประมาณ 17.00-18.00 น. 
 
 จากเพตรา เรามุ่งลงทิศใต้ตามถนนสายหลัก ราว 2 ชั่วโมง สู่ ทะเลทรายวาดิ รัม (Wadi Rum) เพื่อเปลี่ยนไปนั่งรถกระบะตะลุยทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าสวยงามแปลกตามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กับทรายสีแดงอมชมพู สลับกับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวดาวอังคาร หลังชมพระอาทิตย์ตกในทะเลทราย เรากลับมาเข้าแคมป์กองไฟกลางทะเลทราย พบประสบการณ์แรกของการรับประทานอาหารแบบฝังในทรายสไตล์ชาวเผ่าเบดูอิน (Bedouin) แถมดนตรีโฟล์ค ก่อนเข้าพักผ่อนในกระโจมผ้าเบดูอินสไตล์
 
 เช้ารุ่งขึ้น หลังอาหารก็เก็บของอำลาทะเลทราย ย้อนถนนสายเดิมกลับขึ้นทางเหนือ แวะ เมืองเครัค (Kerak) อดีตเป็นเมืองศูนย์กลางขนาดใหญ่ของนักรบครูเสด สงครามศาสนาอันระบือโลกที่รบกันยืดเยื้อกว่า 200 ปี แวะเข้าชมปราสาทเครัค (Al-Karak) บนเนินสูงใหญ่ สร้างในปี ค.ศ.1142 ก่อนมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อ แวะเมือง มาดาบา (Madaba) หรือ เมืองแห่งโมเสก ชมโบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ.600 ยุคของไบแซนไทน์ (Byzantine) ชมภาพแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเยรูซาเล็ม ตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2 ล้านชิ้น แสดงถึงพื้นที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
 
 เลยไปไม่ไกลจะผ่านยอดเขาเนโบ (Mount Nebo) ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนเขา ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของโมเสสผู้นำชาวยิว ผู้ที่รับบัญญัติ 10 ประการ จากพระเจ้า
 
 จากจุดนี้ เส้นทางจะตัดจากระดับกว่า 800 เมตรเหนือน้ำทะเลลงสู่หุบเขา ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เป็นผืนน้ำกว้างใหญ่ในวงล้อมของโขดเขา รู้จักกันในนามว่า เดดซี (Dead Sea) ทะเลที่ถูกบันทึกลงในหนังสือกินเนสส์ว่า เป็นจุดที่ต่ำที่สุดในโลก มีความต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร และมีความเค็มที่สุดในโลกมากกว่าของน้ำทะเลทั่วไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยอาศัยอยู่ได้ในท้องทะเลแห่งนี้ อย่าพลาดการพอกโคลนริมทะเลก่อนลงเล่นน้ำ และพิสูจน์ความจริงว่าท่านลอยตัวได้จริงหรือไม่ 
 
 จากเดดซี เราแวะขึ้นเขาไปชมปราสาทแห่งเมืองอัจลุน จากนั้นไปดูนครกรีก-โรมัน ที่ชื่อว่า เจอราช (Jerash) ฉายา เมืองพันเสา อดีต 1 ใน 10 หัวเมืองเอกอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน ที่ยังคงความสมบูรณ์แบบของศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมหลงเหลืออย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก นอกเหนือจากในกรุงโรม ประเทศอิตาลี อย่าพลาดชมโรงละครทางทิศใต้ (สร้างในราวปี ค.ศ.90-92 จุผู้ชมได้ถึง 3,000 คน มีจุดเสียงสะท้อนตรงกลางโรงละคร เพียงพูดเบาๆ ก็จะมีเสียงสะท้อนก้องเข้ามาในหูของเรา
 
 ปิดท้ายทริปกันที่กรุงอัมมาน (AMMAN) เมืองหลวงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และความเป็นมากว่า 6,000 ปี บนยอดเขากลางเมืองจะเห็นบ้านเรือนทรงสี่เหลี่ยมสีเทาๆ เอกลักษณ์แบบจอร์แดน สลับเรียงกันอยู่อย่างเนืองแน่นตามไหล่ลาดเนินเขารอบทิศ เป็นภาพปิดท้ายที่แสนประทับใจ  
.......................................
(หมายเหตุ  จากเพตราสู่เดดซี มหัศจรรย์ย้อนกาลเวลา มนตราแห่งจอร์แดน : คอลัมน์ ท่องต่างแดน เรื่อง / ภาพ : Wild Angle)

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง