
สธ.ตั้งเป้ายกระดับสถานีอนามัยทั่วประเทศ 9000 แห่ง
สธ.ทุ่มงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ยกระดับขยายสถานีอนามัยตำบลทั่วประเทศให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและพัฒนาเครือข่ายการส่งต่อในทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของจังหวัดอุดรธานี รัฐมนตรีสาธารณสุขเดินทางไปเปิดโรงพยาบาลตามเป้าหมายเป็นแห่งแรกที่สถานีตำบลน
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 มิ.ย.52 ที่ศูนย์ประชุมอุดรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล อ.เมืองอุดรธานี นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปเป็นประธานในการประชุมการพัฒนาระบบบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ ระบบส่งต่อผู้ป่วย โดยมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและบุคลากรทางด้านสาธารณสุขจาก 5 เขตตรวจราชการ 17 จังหวัดประมาณ 1000 คน เข้าร่วมประชุม
นายวิทยา เปิดเผยถึงแนวความคิดในการยกระดับสถานีอนามัยทั่วประเทศให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลว่า โดยเป็นเรื่องของนโยบายที่รัฐบาลนี้ได้แถลงนโยบายเอาไว้ในรัฐสภา โดยตั้งเป้าหมายที่จะให้ยกระดับสถานีอนามัยตำบลที่นอกจากที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนแล้ว ยังจะให้เป็นที่รักษาพยาบาลแก่ประชาชนได้ด้วย สำหรับในปี 2552 นี้ จะให้สามารถบริการได้ 1,000 แห่งภายในเดือนกันยายน 2552 นี้ โดยที่จะขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลอำเภอทุกแห่งในการคัดเลือกสถานีอนามัยที่มีความพร้อมอย่างน้อยตำบลละหนึ่งแห่ง เพื่อที่จะให้ยกระดับเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
ทั้งนี้ การดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ก็เป็นการดำเนินการนำร่องจำนวน 1000 แห่ง, ส่วนในระยะที่ 2 เป็นการขยายผลให้ครอบคลุมทุกสถานีอนามัย และศูนย์สุขภาพชุมชนทุกแห่งจองประเทศจำนวน 9000 แห่ง ภายในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 จนถึงเดือนกันยายน 2555, และระยะสุดท้ายระยะที่สาม เป็นการพัฒนาต่อเนื่องให้สมบูรณ์และการติดตามประเมินผลของโรงพยาบาลตำบลทุกแห่ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 ถึง เดือนกันยายน 2562 ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีมีสถานีอนามัยตำบลที่อยู่ในเป้าหมายที่จะได้รับการยกระดับเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจำนวน 31 แห่ง
นายวิทยา ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคปวดข้อ หรือ โรคซิคุนกุนยานั้น ในขณะนี้มีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว เริ่มที่จะมีรายงานการพบผู้ป่วยในทุกภาคของประเทศไทย และหากว่าผู้ป่วยถูกยุงลายสวนกัดแล้ว อาจจะมีการถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนอื่นได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มียุงลายสวนชุกชุม หากไม่มีการเฝ้าระวังควบคุมโรคอย่างเข้มแข็ง
พื้นที่ของภาคอีสาน ภาคเหนือ รวมทั้งพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการทำสวนยางพาราและสวนผลไม้กันมากเพิ่มขึ้น สภาพแวดล้อมมีความเหมาะสมกับการแพร่พันธุ์ของยุงลายและยุงลายสวน และเอื้ออำนวยต่อการระบาดของโรค ประกอบกับมีการย้ายของคนที่มาจากพื้นที่ระบาดเข้าไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว อาจจะมีการนำเอาเชื้อโรคมาจากพื้นที่ระบาดดังกล่าว จึงจำเป็นที่จะให้มีการเข้มงวดเฝ้าระวังกลุ่มคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
สำหรับที่จังหวัดอุดรธานีนั้น ได้รับรายงานว่ามีการพบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้ว 3 ราย ซึ่งผู้ป่วยทั้ง 3 คนนี้ เป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจากพื้นที่ทางภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่การระบาดของโรคชิคุนกุนยาอยู่แล้ว และทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี ก็ได้เข้าไปทำการควบคุมโรคดังกล่าว เพื่อไม่ให้มีการระบาดออกไป
นายวิทยา กล่าวเสริมอีกว่าจากสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงต่อโรคซิคุนกุนยาดังกล่าว ทางกระทรวงสาธารณสุขเตรียมที่จะออกประกาศให้โรคชิคุนกุนยาเป็นโรคติดต่อ ต้องมีการแจ้งรายงานภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยจะขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหนังสือขอความร่วมมือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ท้องถิ่นทุกแห่งให้ความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง และจะสั่งการให้สาธารณสุขจังหวัด 48 แห่ง ที่ยังไม่พบผู้ป่วยอยู่ในขณะนี้ทำการควบคุมอย่างใกล้ชิดและเข้มแข็ง ส่วนอีก 28 จังหวัดที่มีผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่ ให้จำกัดวงการแพร่กระจายของโรคนี้ และกำชับให้มีการซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด
“สถานการณ์โดยภาพรวมของโรคชิคุนกุนยานั้น น่าเป็นห่วง เพราะอาจจะมีการแพร่บาดได้อย่างรวดเร็ว และหากว่าผู้ป่วยถูกยุงลายสวนกัด ก็จะนำเอาเชื้อไปติดกับคนอื่นได้ เวลานี้มีผู้ป่วยสูงถึง 2 หมื่นกว่ารายแล้ว แต่คนไม่ค่อยกังวลเพราะเป็นโรคที่ไม่ทำให้ถึงกับเสียชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่ทำให้เกิดทรมานมาก เพราะผู้ป่วยจะเกิดปวดไปตามข้อต่างๆตามร่างกาย”
อย่างไรก็ตาม นายวิทยา กล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า เรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนไทยในปัจจุบันนี้ คือการละเลยการดูสุขภาพ ทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องมีนโยบายหลักในการดูแลสุขภาพของประชาชนไทยเพิ่มขึ้น ปัจจุบันนี้คนไทยมีแนวโน้มว่าจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะประเทศไทยมีระบบการสาธารณสุขดีขึ้น เพราะมีการส่งเสริมในเรื่องของการดูแลสุขภาพที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะใน 7 ปี ที่ผ่านมานั้น กระทรวงได้นำเอางบประมาณไปใช้ส่วนใหญ่ในเรื่องของการดูแลสุขภาพของคน และไม่ได้มีการก่อสร้างอาคารสถานพยาบาล ทำให้สถานที่ไม่เพียงพอ คนป่วยต้องใช้พื้นที่ทุกส่วนของโรงพยาบาลเป็นที่นอน



