Kom Lifestyle

ทึ่ง!ผลงานแพทย์แผนไทยโกอินเตอร์

ทึ่ง!ผลงานแพทย์แผนไทยโกอินเตอร์
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

สกว.หนุน มรภ.เชียงรายทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ชมผลงานแพทย์แผนไทยรับใช้สังคม-ขยายผลอินเตอร์ ชี้งานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมต้องก้าวข้ามอคติ

              17ก.พ.2556 ผศ. ดร.ทศพล อารีนิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ สังคมศาสตร์วิชาการ ครั้งที่ 9 “การวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่น: พลังคนเพื่อพลังท้องถิ่น” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งจัดโดยสำนักวิชาสังคมศาสตร์ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการกำหนดประเด็นการวิจัยเพื่อชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากเป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการเสริมพลังและพัฒนาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตอบสนองความต้องการของคนท้องถิ่น โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ของคนในท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาของตนเองได้ ผลการวิจัยที่ได้กลับคืนสู่ชุมชนและสังคราะห์ความรู้สู่การตีพิมพ์เผยแพร่เป็นผลงานวิชาการรับใช้สังคม

              ในฐานะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเป็นหน่วยงานที่สะท้อนผลสำเร็จเรื่องการวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยการสนับสนุนจาก สกว. นับเป็นแบบอย่างที่ดีของการจัดการวิจัยร่วมกับการจัดการเรียนการสอนและบริการวิชาการแก่ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ สำนักวิชาสังคมศาสตร์จึงจัดการประชุมนี้ขึ้นเพื่อให้งานวิจัยท้องถิ่นได้เผยแพร่และขยายองค์ความรู้สู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวางต่อไป อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ชุมชน และท้องถิ่น อีกทั้งเป็นเวทีให้นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา และองค์กรที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ตลอดจนเสริมสร้างประสบการณ์การบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม ชุมชน และท้องถิ่นของสถาบันการศึกษา

              ขณะที่ ผศ. ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย บรรยายเรื่อง “วิจัยเพื่อท้องถิ่น: กรณีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย” ว่าหลังจากได้ร่วมกับฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. ทำการรวบรวมแพทย์พื้นบ้านและชาวบ้านที่มีภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้าน เพื่อสังคายนาองค์ความรู้หมอเมืองใน 750 ปีประวัติศาสตร์ล้านนา และถอดบทเรียนผ่านกระบวนการวิจัยในชุดโครงการวิจัยและพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านล้านนาและการแพทย์ชนเผ่าภาคเหนือ โดยวิธีการแพทย์เชิงประจักษ์ที่มีการลองผิดลองถูกเพื่อทดสอบว่าใช้ได้จริงหรือไม่

              ทำให้มีพลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและยาวนานพอที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ทั้งเชิงลึกและในวงกว้างตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นผ่านตัวหมอพื้นบ้าน ระดับองค์กร ตลอดจนสถาบันภาครัฐและภาคธุรกิจผ่านองค์กรเครือข่ายประชาชน สถานประกอบการบริการธุรกิจสุขภาพ สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐด้านบริการสุขภาพและทรัพยากรธรรมชาติด้านสมุนไพร จนถึงระดับชาติผ่านนโยบายและแผนงานการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพและการแพทย์พื้นบ้านไทย รวมถึงการจัดการโครงสร้างและองค์กรระดับชาติและท้องถิ่น เพื่อสนองตอบนโยบายและแผนดังกล่าว ตลอดจนสามารถนำไปสู่การบรรจบกับแนวโน้มและกระแสโลก นั่นคือ การหวนกลับไปฟื้นฟูการแพทย์ดั้งเดิมเพื่อเป็นทางเลือกขององค์การอนามัยโลก และการตื่นตัวในการอนุรักษ์มรดกทางภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่นของยูเนสโก อันเป็นการเชื่อมโยงจากระดับรากหญ้าสู่ระดับประเทศและสากลโลก

              ตัวอย่างการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในระดับต่าง ๆ ได้แก่ การทำงานเชื่อมโยงระดับนโยบายร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และก่อตั้งวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก รวมถึงการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในการเปิดให้บริการแก่สาธารณะ เช่น สถานีขนส่งเชียงราย สถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย อบต.ป่าตึง ในการบำบัดรักษาชาวบ้านและชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ในพื้นที่โดยไม่คิดค่าบริการ และโครงการกำลังใจตามพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ณ เรือนจำกลางเชียงราย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง และสังคมยอมรับการแพทย์แผนไทยพื้นบ้านเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงหมอพื้นบ้านสู่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยแห่งแรกในภาคเหนือ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก อบจ.เชียงราย รวมถึงเชื่อมโยงองค์ความรู้กับเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง ได้แก่ จีน ลาว และพม่า อีกทั้งองค์การยูเนสโกได้นำไปใช้เป็นโมเดลในการยกระดับความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านสู่การแพทย์ระดับประเทศ และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรในเครือข่ายองค์การอนามัยโลก เขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

              ด้านนายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย เปิดเผยว่า ทางเรือนจำได้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูคู่ขนานไปกับการควบคุมผู้ต้องขัง กิจกรรมหนึ่งที่สำคัญคือการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับวิทยาลัยการแพทย์ฯ เพื่อเป็นช่องทางในการช่วยบำบัดรักษาผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยเนื่องจากสภาพแออัดภายในเรือนจำ ทำให้มีประชากรผู้ต้องขังหนาแน่นและส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดติดเชื้อโรคได้ง่าย จึงต้องมีการควบคุมสุขอนามัยโดยเน้นการป้องกันโรคเป็นหลัก โดยทางวิทยาลัยการแพทย์ฯ ได้มาเปิดคลินิกทางเลือกในโครงการกำลังใจฯ ให้บริการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังด้วยการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรสัปดาห์ละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังจัดการอบรมสองหลักสูตร คือ หลักสูตรสมุนไพร เพื่อเตรียมอาชีพเป็นหมอยาสมุนไพรและหมอนวดไทยให้แก่ผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษ และหลักสูตรนวดเพื่อรักษาโรคเบื้องต้น ซึ่งเป็นโรคพื้นฐานทั่วไปที่สามารถดูแลรักษาได้ ผู้สำเร็จการฝึกอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตร และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพหรือเรียนรู้เพิ่มเติม ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ต้องขังเพื่อเข้ารับการอบรมจะพิจารณาจากอัตราโทษ ความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำ สาเหตุของคดี อายุ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เหลือระยะเวลาในการต้องโทษไม่เกิน 2 ปี โดยจะจัดฝึกอบรมเป็นเวลา 6 เดือน ปีละ 2 รุ่น

 

ชี้งานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมต้องก้าวข้ามอคติ


              ศ. ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวระหว่างการอภิปราย “งานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคม ชุมชน ท้องถิ่นทำได้อย่างไร ทำแล้วเพื่อท้องถิ่นจริงหรือไม่ และมีความเป็นวิชาการอย่างไร” ในกรณีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ว่างานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้พื้นบ้านในท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจัดให้เป็นเรื่องของวัฒนธรรม เป็นของเก่าดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว ถ้านำมาเป็นความรู้ในปัจจุบันคนก็คิดว่าโบราณ ทั้งหลายทั้งปวงเป็นปัญหาของความเข้าใจในสังคมไทยซึ่งสำคัญมาก เพราะมีลักษณะของการครอบงำความรู้ เพราะยึดติดกับความรู้เชิงเดี่ยว ซึ่งหมายถึงความรู้เฉพาะสาขานั้น ๆ เป็นความรู้ที่ติดอยู่ในสถาบัน ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่เปิดใจยอมรับว่าแท้จริงแล้วความรู้นั้นมีความแตกต่างหลากหลายระบบ จึงเป็นความรู้ติดกรอบและแพร่กระจายไปทั่วจนเกิดปัญหาในการศึกษาวิจัยรวมถึงการผลักดันให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เพราะคนมักคิดว่าสิ่งนั้นมิใช่ความรู้ ส่งผลให้เป็นจุดบอดหรือคอขวดของสังคมไทย ถ้าเราแกะปมไม่ออกการพัฒนาความรู้ที่เป็นตัวของตัวเองและทำให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อสังคมก็ยิ่งห่างไกลและยากที่จะไปถึงได้

              กรณีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านฯ ที่ ผศ. ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์ฯ ดำเนินการนี้จึงเป็นการทวนกระแสความคิดและก้ามข้ามจุดนี้ไปได้ ซึ่งนับเป็นคุณูปการที่สำคัญต่อสังคมไทย โดยไม่ติดอยู่กับอคติหรือการครอบงำ คนที่ข้ามผ่านแรงเสียดทานเช่นนี้ไปได้ต้องไม่ธรรมดา นอกจากนี้ยังเป็นการรวมสหสาขาวิชาการ ไม่ติดอยู่กับสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งแบบตายตัว จึงเปิดโอกาสและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักวิจัยคนอี่น ๆ ที่จะทำงานเพื่อผลักดันงานวิจัยให้ลงสู่สังคมได้โดยตรง อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพราะความรู้มีหลายระบบทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งอย่างหลังมักได้รับการดูถูก แต่คนที่ทำหน้าที่สื่อสารเชื่อมโยงความรู้ทั้งสองระบบ สามารถประสานระบบความคิดที่มาจากกรอบความรู้ที่แตกต่างได้เป็นอย่างดี แม้แต่การแปลความรู้ก็ต้องเป็นความรู้ที่เป็นจริง ปฏิบัติได้ และเกิดผล การตีพิมพ์เผยแพร่ต้องใช้หลักการประเมินที่แตกต่างจากความรู้ที่เป็นทางการที่พิสูจน์ในการตีพิมพ์วารสารทางวิชาการอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการยอมรับและถ่ายทอดลงสู่ท้องถิ่น เป็นการทำงานที่มีความสามารถในการถ่ายทอดเชื่อมโยงอย่างมาก จึงทำให้หลุดพ้นจากการเป็น “ความรู้เถื่อน” ที่สังคมของเรามักจะกีดกันความรู้ชนิดอื่นที่ไม่คุ้นเคยอย่างมหาศาล และกลายเป็นพลังสำคัญที่ได้จากกระบวนการวิจัย ทั้งนี้ความรู้ที่ได้มาจะต้องยึดหลักการต่อรอง แลกเปลี่ยน วิพากษ์วิจารณ์จนเกิดการยอมรับและเกิดผลงานที่เป็นรูปธรรม จึงจะเป็นวิชาการเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

              ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านส่งเสริมสุขภาพ กล่าวว่า เราจะต้องทำงานวิจัยพื้นฐานและพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง จึงจะสามารถแก้ปัญหา พัฒนาต่อยอด และแข่งขันได้ งานวิจัยชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องส่งเสริมให้คนทำวิจัยชุมชนมากขึ้น และวางรากฐานให้งานวิจัยมีชีวิตชีวาขึ้น ทั้งนี้แท้จริงแล้วการทำวิจัยคือใช้ปัญญาสอดส่องชุมชน เลือกเฟ้นและจัดการชุมชน และใช้อิทธิบาทสี่ให้มีอิทธิฤทธิ์ในการทำสิ่งใดให้สำเร็จ การที่ สกว.ให้ ผศ. ดร.ยิ่งยงทำวิจัยด้านการแพทย์พื้นบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและนับเป็นการเลือกทีมวิจัยที่ถูกต้อง การแพทย์แผนปัจจุบันไม่มีทางพอเพียงที่จะนำพาไปสู่มีการมีสุขภาพดีทั่วหน้าและทั่วโลกได้ จึงจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากการแพทย์พื้นบ้านเพื่อช่วยให้สามารถบรรลุการมีสุขภาพดีทั่วหน้า นักวิจัยเพื่อสังคมต้องคิดเตรียมโครงการวิจัยให้ดี ทำไปเรียนรู้ไปและปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักวิจัยอื่น ๆ

              ขณะที่ ศ. นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาพิเศษ สกว. ระบุว่างานวิจัยของ ผศ. ดร.ยิ่งยงนับเป็นตัวอย่างความงามของการทำวิจัยระดับเซียนที่มีใจพร้อม พื้นฐานความรู้ดี และมักจะค้นพบความรู้โดยไม่คาดคิด การรวบรวมและสังคายนาความรู้เกี่ยวกับการแพทย์พื้นบ้านเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการความรู้ ด้วยการนำความรู้เดิมมาผ่านการปฏิบัติ ตีความด้วยทฤษฎีสมัยใหม่เพื่อพิสูจน์ผล ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้อง นำความรู้ใหม่มารับใช้ความรู้เดิมและยกระดับความรู้เดิม อีกทั้งยังสร้างคน ยกระดับหมอเมืองหรือแพทย์พื้นบ้าน สร้างสถาบัน (วิทยาลัยการแพทย์ฯ) รวมถึงการต่อยอดการแพทย์พื้นบ้านในการดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้การที่ ผศ. ดร.ยิ่งยงมีความรู้หลายศาสตร์จึงทำให้สามารถทำงานสร้างสรรค์ได้ดี และเป็นบทเรียนให้เราทราบว่าถ้าอยากให้ชีวิตมีความสร้างสรรค์สูงเราจะต้องหาประสบการณ์ให้มาก ๆ

 

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง