Kom Lifestyle

'สกว.'พัฒนาระบบกำจัดของเสียครบวงจร

'สกว.'พัฒนาระบบกำจัดของเสียครบวงจร
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

นักวิจัยสกว.พัฒนาระบบกำจัดของเสียแบบครบวงจรสำหรับโรงงานแปรรูปยางพารา

            น้ำทิ้งและของเสียนับเป็นปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราทั้งโรงงานผลิตน้ำยางข้นและยางแท่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนปั่นเหวี่ยงน้ำยางและการใช้น้ำจำนวนมากเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกในกระบวนการผลิต น้ำทิ้งและของเสียดังกล่าวหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธีย่อมส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างซึ่งมักปรากฏเป็นข่าวร้องเรียนอยู่เสมอขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการติดตั้งจัดวางระบบบำบัดของเสียภายในโรงงานให้ได้มาตรฐาน ส่งให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

            นักวิจัยไทยโดยผศ.ดร.ชลธี ชีวะเศรษฐธรรม และผศ.ดร.วิไลรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากโครงการวิจัยแห่งชาติยางพารา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยความร่วมมือกับองค์การสวนยาง (อสย.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินร์ ประสบความสำเร็จในการคิดค้นวิธีจัดการของเสียภายในโรงงานแปรรูปยางพารา ซึ่งเป็นวิธีการที่ประหยัดแต่มีประสิทธิภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสามารถนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ เป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับโรงงานอีกด้วย

            วิธีที่นักวิจัยคิดค้นขึ้นในงานวิจัยเป็นกระบวนการทางชีวภาพ โดยใช้แบคทีเรียสังเคราะห์แสงร่วมกับสาหร่ายน้ำจืดปล่อยในบ่อบำบัดน้ำเสีย แบคทีเรียและสาหร่ายจะดึงธาตุอาหารและสารเคมีในน้ำเสียไปใช้เป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโต ทำให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี นำกลับไปหมุนเวียนใช้ในโรงงานได้อีก  หลังจากนั้นแบคทีเรียและสาหร่ายจะถูกกำจัดทิ้งโดยนำมาเป็นอาหารเลี้ยง “ไรแดง”  สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งใช้ร่วมกันในกระบวนการบำบัดซึ่งไรแดงเป็นอาหารธรรมชาติของลูกปลา ลูกกุ้ง โดยผลผลิตไรแดงที่ได้สามารถนำไปจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีราคาจำหน่ายตั้งแต่กิโลกรัมละ 80-100 บาท นอกจากนี้งานวิจัยยังได้พิสูจน์ตรวจสอบแล้วว่าไรแดงที่ได้จากกระบวนการน้ำทิ้งมีความปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อระบบห่วงโซ่อาหารในระยะยาว

            สำหรับ “กากขี้แป้ง” ของเสียในรูปของแข็งซึ่งเกิดจากกระบวนการปั่นเหวี่ยงในการผลิตน้ำยางข้น  พบว่าอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะฟอสฟอรัสซึ่งมีปริมาณสูงเทียบเท่ากับปุ๋ยฟอสเฟตที่ใช้ทั่วไป นักวิจัยจึงได้นำกากขี้แป้งผสมกับวัสดุอื่นๆ ในอัตราส่วนที่เหมาะสมพัฒนาเป็นสูตร “วัสดุปรับปรุงดิน” ที่ใช้ได้กับพืชทุกชนิด ช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืชหรือใช้เป็นวัสดุรองก้นหลุมสำหรับกล้าพืชต่างๆ โดยผลิตในรูปแบบเม็ดบรรจุถุงที่เก็บรักษาและนำไปใช้ง่าย ทั้งนี้วัสดุปรับปรุงดินที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ทดแทนปุ๋ยฟอสเฟตนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งในแต่ละปีมูลค่ากว่าหลายพันล้านบาท จึงช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร ในขณะที่โรงงานสามารถลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเสียกลับมาเป็นรายได้หมุนเวียนแก่โรงงาน

            ระบบบำบัดของเสียด้วยวิธีชีวภาพจากงานวิจัยนี้ได้มีการทดสอบและถ่ายทอดให้กับโรงงานหลายแห่งนำไปใช้ อาทิ โรงงานผลิตน้ำยางข้นขององค์การสวนยาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชบริษัทพัทลุง พาราเท็กซ์ จำกัด จ.พัทลุง  บริษัทไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด จ.ชลบุรี และบริษัทดี.เอส. รับเบอร์ แอนด์ ลาเท็กซ์ จำกัดจ.ระยอง ซึ่งพบว่าใช้ได้ดีกับทุกแห่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบจัดการของเสียของโรงงาน โดยสามารถติดตั้งเพื่อทดแทนระบบเติมอากาศ และระบบบำบัดด้วยสารเคมีที่โรงงานใช้อยู่เดิมซึ่งช่วยให้โรงงานประหยัดต้นทุนค่าติดตั้ง ค่าบริหารค่าไฟฟ้าและสารเคมี รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมี วิธีการนี้ยังมีประสิทธิภาพในการกำจัดของเสียได้ดีกว่าการใช้จุลินทรีย์อีกทั้งติดตั้งง่ายสามารถปรับใช้ร่วมกับระบบเดิมที่โรงงานมีอยู่ อาทิ ระบบบ่อเติมอากาศและระบบแก๊สชีวภาพ ได้เป็นอย่างดีขณะเดียวกันผลผลิตไรแดงและวัสดุปรับปรุงดินจากกากขี้แป้งที่ได้ในกระบวนการกำจัดของเสีย โรงงานสามารถนำไปใช้หรือจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มเป็นการใช้ประโยชน์จากของเสียจากเดิมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อกำจัดทิ้ง

            วิธีจัดการของเสียในด้วยกระบวนการทางชีวภาพจากงานวิจัยนี้ช่วยให้โรงงานแปรรูปยางพาราสามารถจัดการ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเสียทั้งในรูปของเหลว (น้ำเสีย) และของแข็ง (กากขี้แป้ง)จึงเท่ากับว่ากิจการสามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบยางธรรมชาติได้ทุกส่วนโดยเกิดของเสียน้อยที่สุดหรือหรือไม่มีของเสียเลยนับเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยด้านยางพาราที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในลักษณะบูรณาการและครบวงจร

            ขณะเดียวกัน สกว. โดยโครงการวิจัยแห่งชาติ : ยางพารา ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ จะจัดงานประชุม “พัฒนาโจทย์วิจัยด้านยางพาราสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพและอุปกรณ์การแพทย์” วันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ตั้งแต่เวลา 08.30 - 13.30 น. ที่ห้องร่วมฤดี บอลรูม ชั้น 9 โรงแรมโนโวเทล เพลินจิต  เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาโจทย์และงานวิจัยผลิตภัณฑ์สุขภาพและอุปกรณ์การแพทย์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ตรงตามความต้องการของผู้ผลิตและผู้ใช้ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย ผู้ใช้และผู้ประกอบการ เพื่อการทำวิจัยร่วมกันและขยายผลวิจัยต่อไป

            ทั้งนี้ การพัฒนาโจทย์วิจัยดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการเพิ่มมูลค่ายางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยในปัจจุบันนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากยางพาราส่วนใหญ่เน้นการนำเข้าจากต่างประเทศ และมีราคาสูง  หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนการนำเข้า และใช้วัตถุดิบยางพาราซึ่งสามารถผลิตได้ภายในประเทศ จะช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพและอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง