ไลฟ์สไตล์

เดี้ยง

เดี้ยง

01 มิ.ย. 2552

คนในครอบครัวของฉันส่วนใหญ่มีเลือดกรุ๊ปโอ เลือดกรุ๊ปแรกที่เกิดขึ้นในโลกก่อนจะตามมาด้วย เอ, บี และ เอบี จะโอเนกาทีฟ หรือ พิเศษอะไรค่อยว่ากันทีหลัง

 ว่ากันว่าแรกๆ มนุษย์ในยุคหินที่อาศัยอยู่ในถ้ำ แล้วหากินด้วยการล่าสัตว์นั้นมีเลือดกรุ๊ปโอทำงานที่ใช้แรงได้เป็นอย่างดี ในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูงจึงย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้ดีกว่าแป้ง ผักผลไม้บางชนิดที่ย่อยแล้วเกิดแก๊สจึงไม่เหมาะกัน เช่น ถั่วงอก กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก หัวไชเท้า ส้ม สับปะรด และ แคนตาลูป ฯลฯ

 “เฮ้ย…ไม่ต้องห่วง…เลือดกรุ๊ปโอ”

 งานอะไรอึดๆ ฟายๆ ต้องอาศัยแรงอึดและความอดทน คนเลือดกรุ๊ปโอแบบฉันผ่านไปได้ไม่ยากนัก จะบอกว่า “ใจสู้” อย่างเดียวมันคงจะไม่ใช่ กรุ๊ปเลือดก็คือตัวช่วยอีกตัว แต่ก็มีหลายทีที่ต้องบอกตัวเองว่า...“เลือดกรุ๊ปโอถอย!”

 รถตู้พาฉัน โก้ มิสเตอร์แซกแมน และ วงทาเคชิ มาส่งถึงที่หมายในเขาใหญ่ นั่งรถจนตูดลีบมาตั้ง 3 ชั่วโมง พอก้าวเท้าลงจากรถ ทั้งพี่สาวฉันและสีเกดต้องช่วยกันพยุงลงมา ขาบวมเป่งทั้ง 2 ข้าง ยังกะหมอนข้าง ตามมาด้วยโก้ที่กะเผลกลงมายังกับคนขาเป๋ เพราะเฮียเกาต์มาหา (โรคประจำตัวของพี่โก้เขา)

 “ไหวมั้ยโก้” ฉันหันไปถามด้วยความเป็นห่วง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เอาตัวไม่รอด

 “สบาย…” คำเดิมที่ติดปากโก้ แต่คราวนี้หน้ามันซีด แบบแอบเจ็บเพราะเธอที่ใจร้าย มองแต่หน้านึกว่าอกหัก...ปวดข้อโคตรๆ!

 “ทำไมจู่ๆ เป็นล่ะคราวนี้”

 “โก้ไปกินข้าวหน้าไก่มา”

 โรคเกาต์ คือ ภาวะที่กรดยูริกสูงมากเกินไปในเลือด แล้วสะสมอยู่ตามข้อศอก นิ้ว ทำให้บวมและปวด ห้ามกินอาหารที่มีกรดยูริกสูง อันได้แก่ สัตว์ปีกต่างๆ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ผักที่มียอด เช่น ชะอม กระถิน ถั่วต่างๆ

 เดินคู่กันไปเหมือนวงดนตรีคนพิการ น่าสงสารละคนสมเพชเวทนา ทำไงได้เงินเอ๊ย! งานมาก่อนเสมอ รับงานเขามาก็ต้องทำให้เสร็จ ห้ามเจ็บ ห้ามลา ห้ามตาย ถ้าจะตายต้องตายทั้งวง (ทิ้งไว้มันก็อดตายเอง)

 ฉันเปิดตัวในชุดสีดำกระโปรงบานขาสั้น (ขาคนใส่สั้นจริงๆ) สปอตไลท์สว่างจ้าส่องหน้าบานๆ ที่ยืนยิ้มแฉ่ง แต่ในใจ...ปวดขาฉิบเป๋ง! เท้าสองข้างบวมเป่งเป็นอุ้งตีนหมีทับอยู่บนรองเท้าแตะ แต่คนดูไม่ถือสา ไม่รู้เพราะมืด หรือ เมา ถึงท่อนโซโลแซกโซโฟน โก้ ก็ออกมาแบบหน้าซีดเหงื่อตก แถมยิ้มเจื่อนๆ กลบเกลื่อนความเจ็บปวดที่ข้อเข่าและข้อเท้าที่บวมเป่งไม่แพ้กันทั้งพี่และน้อง

 ปกติแล้วฉันจะรู้สึกผ่อนคลายได้ที่มีโก้ยืนอยู่ใกล้ๆ แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะต่างคนก็ต่างเอาตัวไม่รอด ตัวใครตัวมันละกัน! ร้องไป 4 เพลง ถึงตาโก้ร้องมั่ง ฉันก็หันหลังเดินกลับไปหาที่นั่งพักเท้า จู่ๆ ก็รู้สึกมีน้ำไหลโจ๊กลงที่ขา ไม่น่าใช่ฉี่เพราะหูรูดยังดี น้ำสีแดงแบบน้ำแตงโมปั่นไหลเปรอะลงพื้น จากที่หมอเจาะรูข้างเข่าไว้ให้น้ำที่ขังอยู่ในขาระบายออกมาได้ช่วยลดอาการบวม ฉันรีบนั่งลงให้พี่สาวทำแผลให้ แล้วกลับไปร้องต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 เวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่ง เพลงสุดท้ายก็จบลง พวกเราก็กรูขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ เท้าที่บวมของฉันตอนนี้อีกมิลเดียวก็จะระเบิดแล้ว ต้องนั่งยกขาสูงพาดขอบหน้าต่าง เพราะให้เลือดไหลกลับไปที่หัวใจสะดวกขึ้น (อีกนิดก็จะพาดบ่าคนขับแล้ว) ส่วนโก้นั่งเงียบด้วยความเจ็บปวด (กว่าเก่า)

 ระหว่างทางพวกเราแวะกินข้าวต้มตอนห้าทุ่ม แถวๆ สระบุรี ชื่อร้าน “คนเห็น” (0-3622-3584) ปากกับเท้ามันอยู่คนละที่กัน

 “เบ้ง กินอะไร ข้าวต้ม หรือข้าวสวย” ฉันถามขงเบ้ง มือกลองจอมเขมือบ

 “ข้าวต้มครับ”

 วงทาเคชินั่งเรียงกันส่งสายตาน้องผู้หิวโหยมาทางฉัน สั่งข้าวต้มแต่กับข้าวที่พวกมันสั่งกินกับข้าวต้มตรงไหนฟะ? ตั้งแต่ ต้มโคล้งปลากรอบ ตับหวาน ทอดมัน วุ้นเส้นผัดไข่ จานนี้ สยาม มือกีตาร์ หน้าตาเหมือนคนตาบอดชอบสั่ง เพราะมันไม่กินไก่ เป็นคนกินยาก ไอ้โน่นก็ไม่กิน ไอ้นี่ก็ไม่เอา จน จิ๊บ มือเบส ต้องแอบกัดซึ่งหน้าว่า

 “น้าหยามนี่เลือกกินจังนะ หน้าตาแบบนี้น่าจะกินหมาเสียด้วยซ้ำ”

 พอได้ทีสั่ง ฉันก็สั่งทับพวกมันอีกระลอก ผัดบุ้งไฟแดง ไข่เจียวหมูสับ ปลาสลิดทอดกรอบ หมูหวานทอด ปลากะพงแช่น้ำปลา แกงคั่วหอยขม ปูไข่ดอง และอื่นๆ อีกมากมาย พออาหารมา ห่าก็ลง พรึบเดียวหมด สั่งมายังกับพรุ่งนี้จะโดนประหารชีวิต กลัวที่ไหนขอให้ได้กินเถอะ    

 ต้องบอกว่าร้านนี้อร่อยโคตรๆ ข้าวต้มก็มียางดี! เอาไว้เลี้ยงวงทาเคชิ เพราะส่วนใหญ่ข้าวที่พวกมันกินไม่ค่อยมียาง พูดอะไรมันก็ไม่ค่อยจะเชื่อฟัง

 สั่งเช็กบิลราคาแสนถูก ถ้าเทียบกับในกรุงเทพฯ คงต้องจ่าย 2 เท่า เอาเป็นว่าความอร่อยบนความเจ็บปวดของฉันและโก้ ชีวิตมันก็มีแค่นี้แหละ สุขและทุกข์ปนกันไป เดี๋ยวมันก็ผ่านไป...

 ร่างกายกับจิตใจของพวกเรามันแยกกันอยู่แล้ว กายป่วยก็ไม่ได้หมายความว่าใจป่วยด้วยนี่นา…