Kom Lifestyle

หนังสือที่เธอถือมา : ปรับหน้าดินชีวิต

หนังสือที่เธอถือมา : ปรับหน้าดินชีวิต
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

หนังสือที่เธอถือมา : ปรับหน้าดินชีวิต : โดย...ไพวรินทน์ ขาวงาม

 

๑.

 

ใต้ร่มไม้ในโรงเรียน-อาจมีนักเรียนกลุ่มละประมาณ ๓๐ คน  แบ่งมุมกันนั่งฟังวิทยากร หรืออาจเรียกว่าครู  พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในแง่มุมต่างๆ ของการเขียนการอ่าน  เรียกกันว่ากลุ่มย่อย  หรือฐาน

                          ‘ฐาน’-หมายถึง ฐานะ  ตำแหน่งหน้าที่  ที่ตั้ง  ที่รองรับ  มิใช่ ‘ถาน’-ที่หมายถึง ส้วมของพระ

                          มีค่าย  ก็มีฐาน  มิใช่ค่ายทหาร  มิใช่ฐานทัพ  หากเป็นค่ายที่จัดสำหรับนักเรียนนักศึกษา  ในฐานะผู้อยู่ในสายเขียนๆ อ่านๆ คนหนึ่ง  ได้พบผ่านค่ายภาษาไทยมาไม่น้อย  ทั้งที่จัดเล็กๆ ในโรงเรียน  และจัดใหญ่ๆ ตามป่าตามเขา  ทั้งแบบนักเรียนจากโรงเรียนเดียว  และนักเรียนจากหลายโรงเรียน (ค่ายอื่นๆ อย่าง ค่ายธรรมะ  ค่ายภาษาอังกฤษ  ไม่เคยได้มีโอกาส  ไม่รู้บรรยากาศค่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง) 

                          สำหรับค่ายวรรณศิลป์  โดยทั่วไปก็คล้ายกัน  ต่างกันตรงรายละเอียดจัดการ  เช่น มีพี่เลี้ยงสันทนาการละลายพฤติกรรม  มีการบรรยายรวม  มีการแบ่งกลุ่มย่อยหรือฐาน  ค่ายใหญ่หน่อยก็จะมีแบ่งทั้งฐานเรื่องสั้น-นวนิยาย (การเขียนทั่วไป)  ฐานสารคดี  ฐานบทกวี  ฐานบทเพลง  ยังแถมมีฐานวาดภาพด้วย  ถ้าเล็กหน่อยอาจย่อเหลือประมาณ  ฐานการเขียนทั่วไปรวมทั้งเรื่องสั้น-นวนิยาย-สารคดี  ฐานบทกวี-บทเพลง  และฐานวาดภาพ  โดยเฉพาะฐานบทกวีนั้น  ไม่ว่าค่ายเล็กค่ายใหญ่ก็ดูจะขาดเสียมิได้

                          เวลารับเชิญไปร่วมกิจกรรมค่ายแบบนี้  ผมมักต้องตกที่นั่งฐานบทกวี-บทเพลง  มันเป็นครรลองวิถีที่รู้กัน  และปฏิบัติการฐานในแต่ละค่ายก็ไม่เหมือนกัน  บางค่ายนักเรียนเลือกฐานไหนก็อยู่ฐานนั้นจนจบกิจกรรม  บางค่ายมีเวียนฐาน  คือวิทยากรหรือครูจะนั่งอยู่กับที่  นักเรียนไม่ว่าจะเริ่มที่ฐานไหนก็ต้องเวียนจนครบทุกฐาน  คือได้พบได้ฟังทุกเรื่องจากวิทยากรหรือครูทุกคน 

                          ทั้งสองแบบมีทั้งข้อดีข้อเสีย  แบบแรกคือได้นิ่ง  ได้เรียนรู้  ได้ลงรายละเอียดตามความสนใจ  แบบหลังคือนักเรียนได้พบได้ฟังจากวิทยากรทุกคน  แต่อาจแน่น  อาจเหนื่อย  ทั้งผู้รับ และผู้ถ่ายทอด 

                          บางค่าย  แบ่งแค่ ๓ ฐาน  ผมรับหน้าที่คนเดียวในการเวียนฐาน ๓ รอบ  รอบละประมาณ ๑ ชั่วโมง  รวมเป็น ๓ ชั่วโมงต่อเนื่องกัน  แม้แต่เองจะพอไหว  อาจพูดเรื่องใหม่ๆ บ้าง  เรื่องซ้ำๆ บ้าง  แต่เกรงเหมือนกันว่านักเรียนจะเป็นแบบชาล้นถ้วย  ด้วยแต่ละวิทยากรหรือครู  ต่างก็มีสรรพวิชาของตัวเอง

                          จะว่าไปแล้ว  ทุกฐานที่แบ่งไว้คร่าวๆ ล้วนเป็นกิ่งก้านสาขาของกันและกัน  วิทยากรหรือครูคนเดียวสามารถพูดเชื่อมโยงถึงกันโดยรวมได้  เพียงแต่ในพื้นที่และเวลาอันจำกัด  การแบ่งฐานเพื่อรายละเอียดทางตรง  ทางลึก และทางกว้าง จึงมีความจำเป็น

 

๒.

 

สำหรับฐานบทกวี-โคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  หรือบทเพลง  ก็เป็นเรื่องพื้นฐานของนักเรียนทั่วไป

                          โคลงกลอนมิได้เสื่อมสลายไปจากใจเยาวชนเสียทีเดียว  ยังรู้จักกลอน  แต่งกลอนได้  ท่องกลอนได้  มีสัมผัสซาบซึ้งกับกลอนที่อ่านให้ฟังได้  เพียงแต่จะให้พวกเขารู้เรื่องกลอน  เป็นกลอน  เก่งกลอน ในทันทีทันใดก็คงยาก  แค่เขียนภาษาไทยธรรมดาให้ถูกต้องยังดูจะยากไม่น้อยเลย

                          แต่ก็นั่นแหละ  เวลามีโอกาสอ่านกลอนในฐานบทกวี  สักฐานละ ๓๐-๔๐ สำนวน  จะพบอย่างน้อย ๓-๔ คนที่แหลมออกมาให้เห็นเลยว่ามีอะไรพิเศษในตัวเอง  แบบที่เรียกกันว่ามีแวว  ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับพื้นๆ ลอกๆ เลียนๆ กันมาให้ถือได้ว่าเขียนส่งครู  โดยเฉพาะเขียนคำผิด  คุมคำคุมความไม่ได้  ใช้โครงสร้างกลอนยังไม่ถูกต้อง  ที่พบบ่อยคือ  ไม่มีสัมผัสระหว่างบท   สัมผัสเลือนอย่าง สะไอ กับ สระอาย  สัมผัสหลงเสียงอย่าง สะอาน กับ สระอาม เป็นต้น  ที่สำคัญก็คือยังขาดพื้นฐานความช่างคิดช่างฝันในตัวเอง

 

๓.

 

สำหรับคนที่มีแวว (ไส้แห้ง) แล้ว-แววนั้นมักจะฉายออกมาไม่เพียงครั้งเดียว  หรือที่เดียวเท่านั้น

                          หลายครั้งที่ผมพบคนมีแววคนเดิม  ในค่ายต่างที่  ในวิถีต่างทาง  เขาคิดอ่านเป็น  อ่านเขียนเป็น  ตามจังหวะก้าวของเขาที่เริ่มต้นจากกิจกรรมค่ายเล็กๆ ตามโรงเรียนในชนบท

                          ลูกหลานคนเพาะปลูกข้าว  ก็ยังคิดฝันถึงการอ่าน  การเขียน  การเรียน  การคิด  การปฏิบัติ  มันคือการศึกษา  คือการปรับหน้าดินชีวิต  สำหรับการเพาะปลูกสิ่งอื่นๆ อีกมากมายในความเป็นจริง!

 

 

--------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : ปรับหน้าดินชีวิต : โดย...ไพวรินทน์ ขาวงาม)

 

 

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง