
ใจ-กาย
ใจของคนคล้ายภาชนะประหลาด สามารถบรรจุสรรพสิ่งไว้ภายในแต่ชำระล้างได้ยาก จัดระเบียบได้ยาก
ด้านหนึ่งในส่วนที่เป็นระบบเก็บรับทั้งความรู้สึก ความทรงจำ การปรุงแต่ง และการรับรู้ แต่อีกด้านที่ไร้ระเบียบก็ดูจะพัลวัน วุ่นวาย สับสน กระทั่งเจ้าตัวก็ยากจะจำแนกได้ว่าอะไร เป็นอะไร
เมื่อปนเป เลอะเทอะ และอีรุงตุงนังเช่นนี้ จะแจกแจง และจัดเก็บ ได้โดยง่ายละหรือ?
ว่ากันว่า หลายความทรงจำทำร้ายบางคนชั่วชีวิต ขณะที่บางรายละเอียด เพียงเสี้ยววินาทีก็จางหาย หลงลืมไป โดยมิอาจเรียกร้องให้กลับคืนมาได้อีกเลย
ภาระหนักหน่วงสำหรับบางคน จึงมิใช่งานในความรับผิดชอบ มิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องดูแล แต่กลับเป็นใจตนเองที่บังคับไม่ได้ ควบคุมไม่ไหว สั่งการไม่ไปอย่างที่ควรจะเป็น
การฟูมฟักรักษา ทะนุถนอมดูแล และฝึกฝนขัดเกลาจิตใจให้พัฒนาและยกระดับ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าร่างกาย
น่าเสียดายที่ผู้ให้การศึกษาในปัจจุบัน กลับมิใช่ครูในความหมายของการปลุกปั้น ดูแล และขัดเกลาเพื่อให้ศิษย์เกิดหรือเติมเต็มภาวะสมบูรณ์พร้อมทั้งกายและจิต ทั้งสติและปัญญา โดยไม่ลืมสัมปชัญญะและสมาธิที่จะติดตัวและติดใจศิษย์ไปชั่วชีวิต
สำหรับผู้สนใจในกระบวนการเรียนรู้ ย่อมสรุปได้ไม่ยากนักว่าประสบการณ์เกิดจากการผ่านข้อเท็จจริง และทักษะเกิดจากการฝึกฝน ทำซ้ำ และการสรุปบทเรียน
แต่สำหรับมิติด้านจิตวิญญาณ การรู้แจ้ง-เห็นจริงต้องผ่านกระบวนการที่มากไปกว่านั้น และอาจไม่เนื่องอยู่ด้วย การจำได้หมายรู้ การผ่านเรื่องราว บุคคล เวลา หรือสถานที่ ดังที่ระบบการศึกษาทางวัตถุถนัดที่จะกะเกณฑ์ หรือกำหนดเอาไว้
กล่าวได้ว่าคุณวิเศษแห่งการรู้แจ้ง-เห็นจริงย่อมเกิดขึ้น ทั้งจากประสบการณ์ ทักษะ และการปฏิบัติภาวนา ที่กว้างขวางและลึกซึ้ง ทั้งโดยหลักการ และการประยุกต์ใช้ ในกาละและเทศะอันเหมาะควร ครอบคลุมไปถึงพื้นฐานอันหลากหลายทั้งของผู้ฝึกและผู้แนะนำ
ในแง่มุมหนึ่ง "ใจ" คล้ายดั่งแก่นแกนของผู้คน บ่งบอกให้รับรู้ และตระหนักว่าเขา (และเธอ) คือใคร ในกระบวนการจำแนกแจกแจง
แต่ขณะเดียวกัน "ใจ" ก็คล้ายจุดเริ่มต้นของการเดินทาง เพื่อสรุปบทเรียนว่า ในใจและกายซึ่งเคยสรุปง่ายๆ ว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น ที่แท้กลับมิใช่ตน หากแต่เป็นความว่างจากตัวตนและของตนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมิใช่แค่ความเชื่อ แต่เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้น ในวินาทีใดวินาทีหนึ่งกับใครก็ได้ ซึ่งสุกงอม อย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม “ใจ” ก็มิได้ล่องลอยไปอย่างเสรี อย่างไม่มีที่อยู่ที่ยืน เพราะในแง่หนึ่ง ไม่ว่าใจจะส่องส่าย หวั่นไหว หรือเรรวนปรวนแปรง่ายดายสักเพียงใดก็ตาม “ใจ” ก็ยังมี “กาย” เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นที่รองรับ ภายใต้ความสัมพันธ์ ที่เชื่อมโยงกัน อย่างมิอาจตัดรอนได้
ถ้อยคำที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ซึ่งบอกเล่าถึง “ใจ” และ “กาย” จึงเป็นคำอธิบาย ที่มิใช่ปราศจากที่มาที่ไป...
โดยนัยนี้ เบื้องต้น นักภาวนาจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่อง “ใจ” และ “กาย” ให้รู้แจ้งไม่ว่าจะเป็นแง่มุมของ “ขันธ์ 5” หรือ “อิทัปปัจจยตา - ปฏิจจสมุปบาท” ที่อธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่กว้างขวางออกไป
ศึกษา “กาย” ให้รู้ถึงความเชื่อมโยง และสัมพันธ์กับ “ใจ”
พร้อมๆ ไปกับศึกษา “ใจ” ให้รู้ว่าจะดูแล “กาย” อย่างไรให้ “ใจ” เป็นสุขอย่างเรียบง่าย สงบ และงดงาม
ธรรมะทั้งหลายทั้งปวง จึงอยู่ใน “ใจ” และ “กาย” และมีไว้สำหรับใช้ศึกษา ปฏิบัติ และพัฒนาตนเป็นสำคัญ



