ไลฟ์สไตล์

สอนหนังสือด้วย-เขียนหนังสือด้วย

สอนหนังสือด้วย-เขียนหนังสือด้วย

27 ม.ค. 2556

หนังสือที่เธอถือมา : สอนหนังสือด้วย เขียนหนังสือด้วย : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม

 

๑.

                          ไปงานค่ายภาษาไทยของนักเรียนที่ โรงเรียนขุขันธ์  ศรีสะเกษ...

                          น้องนักเรียนผู้หญิงคนหนึ่ง  วัย ๑๗ ปี  เข้ามาเรียกผมว่าครู  และฝากตัวเป็นศิษย์  พร้อมกับมอบหนังสือรวมบทกวีเล่มหนึ่ง  ซึ่งเธอผลิตขึ้นเอง ในแบบที่เรียกว่าหนังสือทำมือ

                          เธอบอกทำหลายเล่ม  ไม่ได้ทำขาย  แต่เพื่อไว้มอบให้ครูหรือผู้ที่เคารพนับถือได้อ่าน  วิพากษ์วิจารณ์  ชี้แนะ  ผมอ่านแล้วก็อุทานในใจ  นักเรียนผู้นี้  เขียนกลอนได้แล้ว  เขียนกลอนเป็นแล้ว  เขียนกลอนดีในระดับหนึ่งแล้ว  แม้เธอจะบอกว่าเพิ่งหัดเขียน หลายคนแนะนำให้เธอส่งประกวดตามที่มีบางหน่วยงานจัดประกวดประเภทเยาวชน  เธอบอกว่า ‘ขอเวลาอีกปี  เพื่อพัฒนาตัวเองก่อน’

                          ในช่วงกิจกรรมค่าย  เราได้พูดคุยกัน  ฟังเธอพูดเธอถามแล้วก็เห็นความคิดความฝันของเธอ  ไม่เพียงช่างคิดช่างฝันในทางอักษร  ยังพูดต่อหน้าเพื่อนเก่ง  และเป็นตัวของตัวเอง  มีความเป็นผู้นำ  เมื่อดูในประวัติท้ายหนังสือก็เห็นที่มาที่ไป  เธอได้รับรางวัลมากมายจากการแข่งขันทักษะต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นการพูด  การแต่งกลอน  การตอบปัญหากฎหมาย  กระทั่งการสอบธรรมศึกษาชั้นเอกทางพระพุทธศาสนา 

                          ส่วนหนึ่งคือเคยได้รับรางวัล ‘ลูกโลกสีเขียว’ และรางวัล ‘ธรรมวรรณศิลป์’  สถาบันยุวโพธิชน  มูลนิธิสัมมาชีพ  โดยมี เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ เป็นกรรมการที่ปรึกษาโครงการฯ

                          กลอนของน้องนักเรียนผู้หญิงวัย ๑๗ ปี  หลายสำนวนเขียนได้ในระดับผู้ใหญ่  บางสำนวนที่ได้รางวัลนั้น  เธอว่ากรรมการถึงกับต้องตรวจสอบประวัติของเธอกับทางโรงเรียน  ความคิดความอ่านของเธอแฝงไว้ด้วยอุดมคติของคนหนุ่มสาวแสวงหา  ไม่มีเรื่องรักเรื่องใคร่ตามแบบวัยรุ่น  แม้เพียงกลอนประเภทบทเดียวจบที่เธอเขียนไว้หลายบท  ก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง   

                          ‘สหายหนึ่งเห็นผักงามร้องถามทัก

                          แบ่งยอดผักให้กินบ้างจะได้ไหม

                          ฉันยืนนิ่งยิ้มจางจางพลางครุ่นใจ

                          สักพักยื่นเมล็ดให้ไม่รีรอ’

 

๒.

 

                          รสสุคนธ์  สารทอง-ขออนุญาตขานนาม  นักเรียนชั้น ม. ๖/๑  โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม  อำเภอไพรบึง  จังหวัดศรีสะเกษ 

                          มีครูภาษาไทยที่คอยเป็นที่ปรึกษา และเป็นบรรณาธิการต้นฉบับให้เธอชื่อ ถาวรณ์  วังสำเภา

                          เธอสนใจกิจกรรเขียนอ่าน  เคยไปอบรมมาแล้วทั้งค่ายสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย,  ค่ายวรรณกรรมการเมืองของรัฐสภา  หรือโรงเรียนสอนกวีของ อาจารย์ศิวกานท์  ปทุมสูติ

                          ยังเป็นคนเรียนเก่ง  สอบติดคณะต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับภาษาไทย  ทั้งในรอบโควตา และรอบคัดเลือก-คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  (โครงการทุนนักศึกษาเรียนดีในชนบท), คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยบูรพา, คณะศิลปศาสตร์  สาขาวิชาภาษาไทยและภาษาไทยประยุกต์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, คณะศิลปศาสตร์  สาขาภาษาไทยและการสื่อสาร  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ คณะศึกษาศาสตร์  สาขาการสอนภาษาไทย  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

                          ที่สุด  เธอเลือกที่จะเรียน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เพราะมีความฝันเป็น ‘ครูภาษาไทย’

 

๓.

 

                          นักเรียนวัย ๑๗ ปี  เกิดเมื่อปี ๒๕๓๘  จะว่าไปแล้ว  ก็เป็นปีที่ผมกำลังรวมบทกวี ‘ม้าก้านกล้วย’

                          การพบกันในค่ายภาษาไทยที่ โรงเรียนขุขันธ์  ทำให้เริ่มระลึกชื่อเธอได้  ผมน่าจะเคยเป็นกรรมการอ่านกลอนของเธอ  และเคยเห็นชื่อเธอมาแล้วในเฟซบุ๊ก 

                          เรื่องหนึ่ง  ที่เธอนำมาปรึกษาคนที่เธอเรียกครูอย่างผม ก็คือ  การเป็นลูกผู้หญิงคนหนึ่ง  คุณครู และคุณพ่อคุณแม่ซึ่งทำไร่ทำนา  ไม่สบายใจนักที่เธอเก่งและใส่ใจทางการประพันธ์  เพราะเกรงจะเสียการเรียน  เสียผู้เสียคน  และไม่มั่นใจว่าวิชาชีพที่เธอชอบจะพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต

                          ผมบอกเธอ ‘ฝันเป็นครูภาษาไทยก็ดีแล้ว  เป็นครูด้วย  เขียนตามที่ชอบด้วยก็ได้’

 

 

--------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : สอนหนังสือด้วย  เขียนหนังสือด้วย : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)