
จะกู้ใหม่ เคยค้างหนี้ กลัวติดบูโร
ดิฉันกู้ซื้อบ้านกับอาคารสงเคราะห์ ยอดเงินประมาณ 2 ล้าน เมื่อปี 2545 ต่อมามียอดค้างชำระและภายหลังถูกธนาคารฟ้อง หลังจากนั้นประมาณเดือนสิงหาคม 2555
ธนาคารแจ้งดิฉันว่าได้โอนขายบัญชีหนี้ของดิฉันให้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด หรือ บสก. ดิฉันจึงติดต่อชำระหนี้กับบสก. เมื่อเดือนพศจิกายน 2555
ดิฉันสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลเครดิตของดิฉัน ในปี 2557 ดิฉันมีโครงการจะกู้ซื้อรถยนต์ เกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องเครดิตบูโร
จันจิรา
ผมทำกระเป๋าเงินหายในห้างสรรพสินค้าเมื่อเดือนกันยายน 2555 รีบโทรอายัดบัตรเครดิตและแจ้งความทันที แต่ภายหลังทราบว่าบัตรเครดิตของผมถูกนำไปรูดซื้อสินค้ายอดเงินกว่า 2 หมื่นบาท
ผมปฏิเสธยอดหนี้และยื่นเรื่องกับบริษัทบัตรเครดิตแล้ว แต่ปัจจุบันบริษัทเครดิตยังโทรทวงเงินจำนวนนี้กับผม
จากการตรวจสอบเครดิตบูโร พบว่ายังมียอดเงินจำนวนนี้ค้างชำระ ผมจะทำอย่างไรดี
เอกรัตน์
ตอบ
นายพิชัย ศรีเสาวภาค ผู้อำนวยการส่วนบริหารเจ้าของข้อมูล ฝ่ายกฎหมาย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร แนะนำว่า กรณีคุณจันจิราเป็นหนี้กับสถาบันการเงินและถูกฟ้อง หลังจากนั้นสถาบันการเงินดังกล่าวโอนขายหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ หรือ บสก.
ในส่วนของข้อมูล สถาบันการเงินจะรายงานสถานะบัญชีของคุณจันจิรา ณ เดือนสิงหาคม 2555 ว่า โอนหรือขายหนี้ บัญชีเป็นศูนย์ สำหรับการชำระหนี้กับ บสก. เนื่องจาก บสก.ไม่ใช่สมาชิกเครดิตบูโร จึงไม่สามารถนำส่งข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมาให้เครดิตบูโรได้ ดังนั้นในรายงานข้อมูลเครดิตบูโรจะแสดงสถานะ โอนหรือขายหนี้ บัญชีเป็นศูนย์ ต่อไปอีก 3 ปี หรือจัดเก็บต่อไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2558 ข้อมูลจึงจะถูกลบออกไปจากฐานข้อมูล
แนะนำให้คุณจันจิรานำเอกสารการชำระเงินกับ บสก. ติดต่อที่เครดิตบูโร เพื่อบันทึกสถานะบัญชีในระบบข้อมูลเครดิตบูโร และระหว่างนี้การยื่นขอสินเชื่อใหม่จะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และการพิจารณาของสถาบันการเงิน และสถานะการเงินของผู้กู้ว่าเป็นอย่างไร โดยต้องวางแผนล่วงหน้า มีการออมเงิน ไม่มีหนี้เสีย และไม่สร้างหนี้ใหม่ แต่หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อรถยนต์จะง่ายกว่าสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะมีหลักประกัน มีบุคคลค้ำประกัน แต่สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต ไม่มีหลักประกัน การพิจารณาสินเชื่อจะให้น้ำหนักเรื่องข้อมูลเครดิตเป็นสำคัญ
กรณีของคุณเอกรัตน์ ในสัญญาบัตรเครดิตระบุชัดเจนว่า กรณีบัตรเครดิตหาย หนี้ที่เกิดก่อนการแจ้งอายัด ผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบ แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ถือบัตรจะไม่ได้อ่านข้อความในสัญญาการใช้บัตรเครดิตอย่างละเอียด ทำให้เกิดปัญหาและมีข้อร้องเรียนค่อนข้างมาก การแจ้งความและยื่นเรื่องตรวจสอบกับสถาบันการเงินที่คุณเอกรัตน์ทำถูกต้องแล้ว
ในส่วนของข้อมูลเครดิต สถาบันการเงินมีการนำส่งข้อมูลมายังเครดิตบูโรว่ามีการค้างชำระยอดเงินจำนวนนี้อยู่ เนื่องจากยังไม่มีข้อยุติในยอดหนี้ก้อนนี้
แนะนำให้คุณเอกรัตน์ใช้สิทธิขอยื่นตรวจสอบผ่านเครดิตบูโร โดยเตรียมสำเนาบัตรประชาชน ใบแจ้งความ รายงานข้อมูลเครดิตบูโร ติดต่อคอลเซ็นเตอร์ 0-2643-1250 เพื่อยื่นคำร้อง หลังจากเครดิตบูโรได้รับคำร้องพร้อมหลักฐานทั้งหมด จะสอบถามไปยังสถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตให้ตรวจสอบ หากสถาบันการเงินดังกล่าวยืนยันว่าคุณเอกรัตน์ต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่หาข้อยุติไม่ได้ในเรื่องหนี้ เครดิตบูโรจะบันทึกข้อโต้แย้งพร้อมหลักฐานทั้งหมดไว้ในระบบ หลังจากนั้นคุณเอกรัตน์สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ซึ่งมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธาน ให้วินิจฉัยต่อไป
ลุงแจ่ม
ติดตามชม ลุงแจ่มออนแอร์ เครดิตเงิน เครดิตบูโร ตอบสดๆ ทุกปัญหาเครดิตบูโร กับผู้บริหาร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ทุกวันจันทร์ เวลา 11.00-12.00 น. ช่องคม ชัด ลึก ทีวี ปรึกษาในรายการ โทร. 0-2338-3837-9



