ไลฟ์สไตล์

เนชั่นเล็งดึง'ไอ สแน็บ'วิธีใหม่รับข่าวสาร

เนชั่นเล็งดึง'ไอ สแน็บ'วิธีใหม่รับข่าวสาร

20 ม.ค. 2556

บรรณาธิการเครือเนชั่น ชี้สงครามแพลตฟอร์มจะพลิกโฉมวงการสื่อ มีเทคโนโลยี-ธุรกิจเข้ามามีบทบาทผลักดัน เตรียม 'ไอ สแน็บ' ช่องทางใหม่รับข่าวสาร

              เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 19 มกราคม ที่ห้องออดิทอเรียม คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น อ.เมือง จ.ลำปาง ได้จัดการประชุมเครือข่ายวิชาการและวิชาชีพสื่อสารมวลชน ประจำปี 2556 ภาคเหนือ และการประชุมสัมมนา "ยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตวารสารศาสตร์ ครั้งที่ 4" ตอน "ทิศทางวารสารฯ ในยุคสงครามแพลตฟอร์ม" จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม

              นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น บรรยายพิเศษเรื่อง "สงครามแพลตฟอร์ม" ว่า แพลตฟอร์มไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการสื่อสารมวลชน แต่เทคโนโลยีผลักดันให้มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา เคยเกิดสงครามแพลตฟอร์มขึ้น จากยุคแรกที่หนังสือพิมพ์เป็นเจ้าในวงการสื่อตามมาด้วยวิทยุ และโทรทัศน์ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก แต่ผ่านไป 50 ปี ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์และวิทยุก็ยังอยู่ ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ก้าวหน้าเรื่องแพลตฟอร์ม หนังสือพิมพ์และวิทยุก็ยังอยู่ได้ สงครามแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่สงครามที่แพ้อย่างราบคาบ แต่มีบทบาทเป็นทางเลือกหนึ่ง

              ส่วนเนื้อหาแพลตฟอร์มที่เราหยิบยกสัมมนากันครั้งนี้ เป็นบริบทหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อมองลึกลงไป แพลตฟอร์มกลายเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะถูกผลักดันโดยเทคโนโลยีและธุรกิจที่ก้าวหน้ามากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ กสทช.พยายามเป็นแกนผลักดันให้ประเทศไทยมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่เพื่อให้สังคมและประชาชนได้รับประโยชน์ มีการพูดถึงการขยายตัวในแง่ธุรกิจ แต่กลับไม่มีการพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสื่อ ซึ่งความหวังของสื่อคือ ต้องการเห็นการปฏิรูปให้วงการสื่อสารมวลชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับถูกกลบด้วยเทคโนโลยีและธุรกิจ

              นายเทพชัย กล่าวอีกว่า เรื่องแพลตฟอร์มเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกมานานแล้ว แต่ประเทศไทยถือเป็นครั้งแรกที่ภาควิชาการและวิชาชีพสื่อมวลชนมาพูดคุยกันถึงการเปลี่ยนแปลงของสื่อในบริบทของสงครามแพลตฟอร์ม ที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื้อหาสาระด้านใดที่สื่อสามารถเข้ามามีบทบาทได้บ้างนอกเหนือจากเชิงธุรกิจ หัวใจของเนื้อหาสาระที่ปรากฏในแพลตฟอร์มจะไปทางไหน ซึ่งน้อยนักที่จะมีการสัมมนาพูดคุยกันในเรื่องเนื้อหาสาระของแพลตฟอร์มว่าควรจะให้อะไรกับสังคมบ้าง จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ สมาคมนักข่าวฯ สถาบันอิศราฯ จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะในอนาคตหลายจังหวัด เช่น ลำปาง จะมีช่องทีวีของตัวเอง แต่เนื้อหาสาระของทีวีจะเป็นอย่างไร ในยุคของหนังสือพิมพ์ ชัยชนะอยู่ที่การส่งหนังสือพิมพ์ถึงมือผู้อ่านเร็วที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว

              "ปัจจุบันเรามีทีวีช่องหลัก 6 ช่อง แต่ กสทช.กำลังผลักดันให้มีทีวีเพิ่มอีก 48 ช่อง แบ่งเป็นช่องชุมชน 12 ช่อง สาระบันเทิง 12 ช่อง ช่องธุรกิจเยาวชนและสาระเด็ก 5 ช่อง ช่องข่าว-สาระ 5 ช่อง ทั่วไป 10 ช่อง และช่องคุณภาพ HD 4 ช่อง ทั้งหมดเป็นเฟสที่ 1 หากมีถึงเฟส 3-4 อาจมีช่องทีวีมากถึง 100 ช่อง ช่องทางการรับสื่อของประชาชนจะเปิดกว้างมากขึ้น ยังไม่รวมเคเบิลทีวีทั่วประเทศอีก 200 ราย และดาวเทียมอีก 200 ราย บุคลากรที่จบด้านสื่อสารมวลชนจะเป็นที่ต้องการของตลาดและมีงานทำ เพราะแต่ละช่องใช้บุคลากรไม่ต่ำกว่า 200 คน ทีวีที่จะเกิดใหม่ 48 ช่องคาดว่าจะใช้บุคลากรด้านสื่อสารมวลชนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน ดังนั้นคนที่เรียนเนิเทศศาสตร์จบแล้วมีงานทำแน่" นายเทพชัย กล่าว

              นายเทพชัย กล่าวอีกว่า อีก 1-2 จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการรับข้อมูลข่าวสาร ทั้งทางระบบโซเชียลมีเดีย สามารถรับชมทีวีผ่านมือถือ แท็บเลต โน้ตบุ๊ก และทีวีบนข้อมือ เป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับเครือเนชั่นเตรียมนำเทคโนโลยี "ไอ สแน็บ" มาใช้เป็นรายแรก ซึ่งต่อไปประชาชนจะสามารถรับข่าวสารของเครือเนชั่นได้อีกช่องทางหนึ่ง สิ่งที่รอเราอยู่ทั้งเทคโนโลยีและธุรกิจจะเป็นตัวขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม แต่ประเด็นที่เราควรให้ความสำคัญ คือ บทบาทของวิชาการและวิชาชีพสื่อสารมวลชนจะเป็นไปทางไหน อยากให้สื่อสารมวลชนมองสงครามแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสสำคัญในการใช้เทคโนโลยีช่องทางใหม่เพื่อพลิกโฉมวงการสื่อสารมวลชน ไม่อยากให้มองแพลตฟอร์มเป็นเพียงการส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปถึงมือประชาชนเท่านั้น แต่ควรใช้แพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างให้สังคมฉลาดขึ้น และกระตุ้นให้คนอยากมีส่วนร่วม เพราะเป็นสิ่งที่สังคมในปัจจุบันยังขาดแคลน ผู้ที่จะเข้ามาผลักดันจุดนี้คือสื่อสารมวลชน ฉะนั้นแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือทางธุรกิจเท่านั้น

              ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้เราสื่อสารกันได้มากขึ้น สิ่งที่เราต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น คือ แพลตฟอร์มได้ทำให้สื่อกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ถูกลดบทบาท บทบาทที่สะท้อนกระแสและปลุกให้คนในสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้นในปัจจุบัน คือ ช่องทางโซเชียลมีเดีย แม้แต่หนังสือพิมพ์ในปัจจุบันยังวิ่งตามสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกับกรณีละครเหนือเมฆ 2 โซเชียลมีเดียได้จุดประเด็นให้คนออกมาแสดงความคิดเห็นกันมาก เป็นแพลตฟอร์มที่คนในสังคมได้ออกมาพูดคุยกันถึงประเด็นที่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติสงครามแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเรียนการสอนเพื่อให้วิชาชีพสื่อสารมวลชนเป็นแนวทางว่าจะเดินไปทางไหนต่อไป

              นายเทพชัย กล่าวต่อว่า สื่อสารมวลชนในอนาคตจึงต้องมีคุณสมบัติ คือ มีทักษะหลายด้านในการผลิตสื่อ เข้าใจอารมณ์และความสนใจของสังคม มีส่วนร่วมและใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย มีความรอบรู้และเข้าใจประเด็นสำคัญและเรื่องที่มีความหลากหลายในสังคม มีความสามารถในการสื่อสารและอธิบาย ฯลฯ ซึ่งทิศทางของสื่อในอนาคตจำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลาย แต่ยอมรับว่าปัจจุบันยังมีสื่อบางส่วนที่ปฏิเสธเทคโนโลยีอยู่

              นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้สงครามแพลตฟอร์มมีความหมายมากขึ้น คือ การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 แต่ปัจจุบันสื่อมวลชนของไทยยังไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้จักเพื่อนบ้านในอาเซียนมากขึ้น อีก 2 ปีไทยจะก้าวเป็นส่วนหนึ่งของเออีซี ที่มีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน แต่ประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหน สุดท้ายจึงเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะทำให้ประชาชนรู้จักเพื่อนบ้านเรามากขึ้น เพราะจุดอ่อนของอาเซียนคือ ประชาชนกับประชาชน ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจและความมั่นคงเท่านั้น

              นายเทพชัย กล่าวด้วยว่า ไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนเราก็ต้องการให้บทบาทของสื่อมีความหมายและมีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งก็ย้อนกลับมาที่จริยธรรมของสื่อ เพราะสิ่งที่ทำให้สื่อหลักแตกต่างกับสื่อทั่วไปคือ จริยธรรม เพราะโฉมหน้าของสื่อต่อจากนี้ไปจะหลากหลายมากขึ้น และมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่สื่อจะมีความหมายต่อสังคมก็ต่อเมื่อสื่อกระแสหลักมีความเข้มแข็ง สุดท้ายการที่ กสทช.พยายามปฏิรูปสื่อก็เพื่อให้สังคมดีขึ้นไม่ใช่ธุรกิจดีขึ้น จึงหวังว่าสงครามแพลตฟอร์มที่กำลังคุกรุ่นจะทำให้สื่อประเทศไทยได้ยกระดับเพื่อให้สังคมฉลาดขึ้น และมีส่วนผลักดันให้สังคมไทยก้าวไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง

              นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการ บริษัท เคเบิลไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษ "ซีทีเอช ผู้พลิกโฉมธุรกิจเคเบิลไทย?" ว่า เคเบิลท้องถิ่นเกิดขึ้นมากว่า 27-28 ปี โดย ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจเคเบิลครั้งแรกที่ จ.จันทบุรี จนปี 2530 จึงได้รับการยอมรับและเปิดให้มีการขอใบอนุญาต ผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอีกระจายอยู่ 90 อำเภอทั่วประเทศ มีสมาชิกทั่วประเทศ 3.5 ล้านครัวเรือน ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่เหตุใดจึงไม่มีความเข้มแข็ง ซึ่งวิธีที่จะทำให้แข็งแรง คือ การดึงเคเบิลท้องถิ่นมาเป็นเครือข่ายร่วมมือกัน ซีทีเอช จึงมองหาช่องทางให้เคเบิลท้องถิ่นมาเป็นเน็กเวิร์กร่วมกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งและอำนาจต่อรอง ซึ่งปัจจุบันมีเคเบิลท้องถิ่นมาเข้าร่วมแล้วกว่า 80%

              การสร้างแพลตฟอร์มที่เข้มแข็งทำให้เอเยนซีสนใจและวิ่งมาหาเคเบิลท้องถิ่น โดยเฉพาะคอนเทนต์ดีๆ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าของเคเบิลท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเป็น 7-10 ล้านครัวเรือน ภายในระยะเวลา 3 ปีได้ ส่วนมาตรฐานของคอนเทนต์เป็นสิ่งที่สื่อสารมวลชนต้องทำจึงต้องปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ในวงการสื่อสารมวลชนเรียนรู้กรรมวิธีและบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิตอล เพราะบุคลากรที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คือ สื่อสารมวลชน ดังนั้นการทำให้เกิดมาตรฐานจึงต้องทำให้การเรียนรู้เป็นมาตรฐานก่อน

              นายวิชัย กล่าวอีกว่า เชื่อว่าในปี 2556 นี้ การแข่งขันจะรุนแรงมากและจะรุนแรงต่อเนื่องไปถึงปี 2557 เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี สำหรับ ซีทีเอช ขออยู่บนจุดยืนภายใต้สโลแกน คม-ชัด-ลึก ส่วนการแข่งขันที่รุนแรงปีนี้ยังไม่เห็นภาพเคเบิลท้องถิ่นล้มหายตายจาก แต่อาจล้มลุก ซึ่งปีหน้าจะเริ่มล้มหายตายจากมากขึ้น

              นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในสงครามแพลตฟอร์มจะไม่มีใครชนะเด็ดขาดและแพ้ราบคาบ ยังพอมีที่ยืน แต่เป็นที่ยืนที่ไม่มั่นคง เพราะถูกคุกคามด้วยเทคโนโลยี ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในเดือนมกราคมนี้ กสทช.จะออกใบอนุญาตโครงข่ายเน็ตเวิร์ก โพรไวเดอร์ ส่วนดิจิตอลทีวีคาดว่าจะเปิดประมูลราวไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ขณะที่ใบอนุญาตของเคเบิลทีวีปัจจุบันมีประมาณ 400 ใบอนุญาต

              ในอนาคตทำนายว่า กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์จะหันไปทำทีวีมากขึ้น เช่น เดลินิวส์ ที่หันมาทำช่องทีวี ส่วนมติชนทำรายการข่าวให้ช่องเวิร์คพอยท์ทีวี ซึ่งเป็นช่องทีวีที่อยู่ในอันดับท็อปไฟว์ของทีวีดาวเทียม สำหรับไทยรัฐคาดว่าจะเริ่มเปลี่ยนโฉมหันมาทำทีวีในไตรมาสที่ 3 ปีนี้เช่นกัน ชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มสื่อใหญ่จะปรับตัวหันมาเป็นมัลติแพลตฟอร์มมากขึ้น เพราะรายได้ของสื่อสิ่งพิมพ์ไม่เพียงพอมาชดเชย

              "งบโฆษณาในสื่อทีวีมีสัดส่วนสูงถึง 55% รวมมูลค่าปีละกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในมือฟรีทีวี 6 ช่อง ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์หันมาทำช่องทีวีกันมากขึ้นเพื่อแชร์ ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ ทำธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลัก และทำสื่อสิ่งพิมพ์คู่ขนานกับธุรกิจหลัก หากเป็นสื่อรายเล็กสามารถปรับตัวและคุมค่าใช้จ่ายได้ แต่ถ้าเป็นรายใหญ่ต้องปรับตัวสู่มัลติแพลตฟอร์มมากขึ้น" นายอดิศักดิ์ กล่าว

              ดร.เสริมศิริ นิลดำ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เปิดเผยถึงการผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในภาคของวารสารว่า ในปัจจุบันพบว่าบัณฑิตที่จบใหม่ไม่มีความอดทนกับแรงกดดัน กับการปรับตัวของสื่อเข้าสู่ยุคแพลตฟอร์ม รวมทั้งยังพบปัญหาในเรื่องของข้อจำกัดในเรื่องเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ส่งผลให้บัณฑิตที่จบใหม่ไม่มีทักษะที่หลายหลาก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องให้บัณฑิตที่จบใหม่สามารถพัฒนาทักษะของตนเอง และมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติองค์ความรู้ในการคิดแบบองค์รวม และมีความคิดที่สร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในยุคแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกันทางสถาบันการศึกษาก็จะต้องได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการ และนักวิชาชีพ ในการร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน

              นายวิชิต เอื้ออารีวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเจริญเคเบิลทีวี จำกัด กล่าวถึงความต้องการแรงงานในกลุ่มธุรกิจในยุคสงครามแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกันว่า สิ่งสำคัญที่ตลาดแรงงานต้องการคือนักวารสารที่สามารถทำงานได้หลากหลาย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า บัณฑิตที่จบใหม่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ได้ รวมทั้งยังพบว่ามีทักษะเพียงด้านเดียว ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการจ้างได้ จึงจำเป็นที่จะต้องการบัณฑิตที่มีความสามารถหลากหลายเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนของบุคลากร

              น.ส.วริษฐา ภักดี บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ จ.ลำปาง เปิดเผยมุมมองของสื่อท้องถิ่นกับทิศทางของสงครามแพลตฟอร์มว่า ภาคธุรกิจท้องถิ่นจะต้องมีการปรับตัวเพิ่มมากขึ้น เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เนื่องจากในปัจจุบันต้นทุนในการผลิตสูง จึงต้องดำเนินธุรกิจแบบคู่ขนาน หรือมีการทำสื่อหลายประเภทในองค์กรเดียว เช่น การทำสื่อเว็บไซต์ เพื่อขยายฐานในการรับข้อมูลข่าวสาร ควบคู่กับการทำหนังสือพิมพ์ หรือสื่อวิทยุ เพื่อกระจายฐานของผู้รับให้มากขึ้น รวมทั้งสามารถเป็นช่องทางในการขายโฆษณาในรูปแพ็กเกจ เพื่อปรับตัวสู่กับการเข้าสู่สังคมแพลตฟอร์ม หรือการเลือกรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคตด้วย