ไลฟ์สไตล์

'บ็อบ'นายแน่ (แย่)มาก

'บ็อบ'นายแน่ (แย่)มาก

20 ม.ค. 2556

บริษัททุกแห่งย่อมต้องการพนักงานที่ฉลาดมาร่วมเป็นทีมงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทให้ก้าวไปข้างหน้า

              บริษัททุกแห่งย่อมต้องการพนักงานที่ฉลาดมาร่วมเป็นทีมงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทให้ก้าวไปข้างหน้า แต่หากบริษัทมีคนที่ฉลาดแถมความเจ้าปัญญาเข้าไปด้วยนี่ก็อาจจะเกินความพอดีสำหรับธุรกิจของบริษัทไปสักหน่อย ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ "บ็อบ" โปรแกรมเมอร์เจ้าปัญญา ที่ทำงานให้บริษัทผู้สร้างโปรแกรมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ทำงานอย่างหนักทุกวัน และมีวินัยในการทำงานสูง เพราะทุกครั้งที่บริษัทตรวจสอบร่องรอยการเข้าสู่ระบบเครือข่าย เวอร์ชวล ไพรเวท เน็ตเวิร์ก (VPN) ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างบ้านของกระทาชายนาย "บ็อบ" กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท จะเห็นว่า นายบ็อบเริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 08.00 น. หยุดพักรับประทานอาหารเที่ยงเวลา 11.30 น. และเลิกงานตามเวลาพอดีเป๊ะ 17.00 น.ของทุกวัน

                เพียงแต่ว่า บริษัทอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้โดยติดต่อส่งงานผ่านระบบ VPN ดังนั้นนายบ็อบจึงไม่ต้องเข้ามาที่สำนักงานทุกวัน และด้วยอาชีพโปรแกรมเมอร์ นายบ็อบจึงมีเงินเดือนสูงในหลักหลายแสนดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้บริษัทต้องให้ความสำคัญต่อลูกจ้างรายนี้เป็นพิเศษ ในฐานะพนักงานที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพ

                แต่เมื่อบริษัท เวอริซอน ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พบว่าผู้ใช้บริการที่ชื่อ "บ็อบ" รายนี้ มีการติดต่อสร้าง VPN หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์เสมือนไปยังเมืองเสิ่นหยาง ประเทศจีน ติดต่อกันนาน 6 เดือน จึงเกิดข้อสงสัยว่า "บ็อบ" อาจจะเป็น "สายลับ" ที่ทำงานให้พันธมิตรฝ่ายจีน เนื่องจากชื่อเสียงของบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ด้านเครือข่ายของจีนเช่น หัวเหว่ย ในสายตาชาวอเมริกันนั้น เป็น "ผู้ร้าย" ที่จ้องจะขโมยความลับทางธุรกิจ โดยแอบติดตั้งโปรแกรมในอุปกรณ์เครือข่ายที่นำมาติดตั้งให้แก่บริษัทอเมริกัน จึงติดต่อไปยังบริษัทซอฟต์แวร์ที่เป็นนายจ้างของกระทาชายนาย "บ็อบ" ให้ทำการตรวจสอบ

                เรื่องจึงแดงขึ้นมา เมื่อบริษัทเจ้านายของนาย "บ็อบ" พบว่า พนักงานหัวใสรายนี้ วันๆ ไม่ได้ทำงานอะไรเลย นอกจากเปิดเว็บไซต์ยูทูบดูคลิปวิดีโอเรื่องตลกๆ ของแมว ช็อปปิ้งในเว็บอีเบย์ และเปิดดูคุณสมบัติของผู้สมัครงานในเว็บไซต์ลิงค์อิน ส่วนงานที่นาย "บ็อบ" ส่งมาให้บริษัทนั้น เกิดขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของกลุ่มโปรแกรมเมอร์ชาวจีนที่ทำงานแทนนาย "บ็อบ" แต่กินเงินเดือนเพียง 1 ใน 5 ของเงินเดือนทั้งหมดของกระทาชายรายนี้

                ที่นาย "บ็อบ" ทำทั้งหมดคือ ติดต่อผ่านบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่งในประเทศจีน แล้วจ่ายเงินเดือน "พนักงาน" ของตนเองผ่านทางบริษัทที่ปรึกษาแห่งนี้ ซึ่งมีหลักฐานเป็นไฟล์ PDF แสดงการหักบัญชีธนาคารอย่างชัดเจน

                สิ่งที่เกิดขึ้นในเชิงธุรกิจจะเรียกว่า การ "เอาท์ซอร์ส" หรือ ส่งมอบงานให้ผู้อื่นทำโดยผู้ว่าจ้างไม่ต้องลงทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ใดๆ ซึ่งนาย "บ็อบ" สามารถ "เอาท์ซอร์ส" งานได้อย่างแนบเนียนไปยังประเทศจีน ที่มีโปรแกรมเมอร์ที่มีศักยภาพเพียงพอและมีจำนวนมากเพื่อรองรับงานเช่นนี้ได้

                แต่ที่ไม่ถูกต้องคือ นาย "บ็อบ" ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองในฐานะลูกจ้างของบริษัท และเมื่อสืบค้นลึกลงไปอีก บริษัทนายจ้างก็พบว่า "บ็อบ" ทำตัวเป็นนายหน้าเอาท์ซอร์สงานเขียนโปรแกรมให้บริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง และแต่ละแห่งก็ให้เงินเดือนระดับแสนดอลลาร์ต่อปีแก่นายบ็อบด้วยเช่นกัน

                กรณีของ นายบ็อบ จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่แสนจะคลาสสิกสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน ที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสามารถเชื่อม "คน" ได้ทั้งโลก และเมื่อมี "คนหัวใส" มองเห็นช่องทางในการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้  กรณีของนาย "บ็อบ" จึงเกิดขึ้น

                ปัจจุบัน นายบ็อบ ถูกปลดออกจากตำแหน่งของทุกบริษัทที่เขาทำงานให้เรียบร้อยแล้ว และไม่ต้องถามถึงอนาคตของ นายบ็อบ ว่าจะเป็นเช่นใด เพราะคนฉลาดแกมโกงเช่นนี้สามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีอย่างแน่นอน