ไลฟ์สไตล์

'ชีวาปุรี'@บางแสนความฝันเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ภายใต้ความที่เรียบง่

'ชีวาปุรี'@บางแสนความฝันเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ภายใต้ความที่เรียบง่

19 ม.ค. 2556

'ชีวาปุรี'@บางแสนความฝันเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ภายใต้ความที่เรียบง่ายแต่งดงาม : คอลัมน์ตึกแถว+อพาร์ตเมนท์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว

          จากการทำงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมมายาวนานกว่า 25 ปี ผ่านโครงการน้อยใหญ่มากว่า 500 โครงการทำให้ผมได้ รู้เช่น เห็นชาติ มีโอกาสรับรู้, เรียนรู้หลากหลายอารมณ์และความรู้สึก ทั้ง สุขและทุกข์  ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว”  เผชิญทั้ง “อุปสรรคและการแก้ปัญหา”  ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าน่าจะมี “จุดลงตัว” ในการลงทุนที่สามารถลดความเสี่ยงโดยเฉพาะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท อพาร์ตเม้นท์, โรงแรมประเภทบูทิคโฮเทลและคอนโดมิเนียม ฯลฯ ก็ต้องขอสารภาพตามตรงนะครับว่า ผมได้ครุ่นคิดเรื่องนี้มานานหลายปีครับ โดยพยายามที่จะหารูปแบบของสถาปัตยกรรมประเภท “Hybrid”  ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้   สามารถเข้ากับสภาวะแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมยุคใหม่ได้ เลยตั้ง “สมมุติฐาน” ให้บรรดาสถาปนิกและวิศวกรได้ทดลองเข้าไปลงมือปฏิบัติจริงเป็นเสมือนการทดลองเดินตามความฝันเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้, แบ่งปันที่เรียบง่ายแต่งดงามเหลือเกิน เป็นความพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างเรียบง่าย,งามง่ายไม่ซับซ้อน เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาและอุปสรรคอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งผมใช้รหัสของ “โปรเจค” ในฝันนี้ว่า “ชีวาปุรี”  ครับ
 
          แต่จะว่าไปแล้วการทดลองสร้างจริงเกิดขึ้นของ “ชีวาปุรี” เป็นเสมือนการตกผลึกทางความคิดที่สุกงอมหลังจากการผ่านร้อนผ่านหนาว  ผ่านการลองผิดลองถูกมานาน ซึ่งเป็นการคิดและปฏิบัติเพื่อหา “จุดร่วม” ที่ลงตัวไปจนถึงการหา  “จุดถอย” ของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อให้เกิด “ประโยชน์สูงสุด” และ “ประหยัดสุด”  อีกทั้งยังมี “ความเสี่ยง” น้อยที่สุด (Minimize  Risk) รวมทั้งสามารถ “ปรับประยุกต์” ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ (Flexible) หลังจากที่ได้ครุ่นคิดกันมานานหลายปีก็มาตกผลึกลงตัวว่า ควรจะสร้างสถาปัตยกรรมประเภท “Hybrid”  ที่สามารถทำเป็น “อพาร์ตเม้นท์” ก็ได้  “เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์” ก็ดี เป็น “โรงแรมประเภทบูทิค” ก็น่าสนใจ  หรือจะเป็น  “เกสต์เฮ้าส์” หรือเป็นที่พักประเภท  “BED + BREAKFAST” อย่างที่กำลังเป็นที่นิยมกันในยุโรปก็มีความเป็นไปได้มิใช่น้อย 
 
          โดยมีการเริ่มต้นจากการวางแผนกันทั้งระบบ  ตั้งแต่เริ่มวางแผนทางการเงินและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโดยเริ่มจากการตั้งกรอบว่าจะลงทุนให้น้อยที่สุดและจะต้องคืนกำไรให้เร็วที่สุด (ในระยะเวลาประมาณ  4-6  ปี)  และมีภูมิคุ้มกันต่อการอ่อนไหวของสภาพเศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองแบบไทยที่อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้ (ทั้งภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์และภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ)   
 
          ผลสรุปจากการศึกษาค้นคว้าและลงมือลองทำจริงดูผลลัพธ์ออกมาว่า ค่าก่อสร้างเฉพาะโครงสร้างอันประกอบไปด้วยฐานราก เสา, คาน, พื้น และบันได (ไม่รวมเสาเข็ม) จะต้องควบคุมให้อยู่ในวงเงิน 4,000 บาท++  ต่อตารางเมตร และค่าก่อสร้างรวมเบ็ดเสร็จต่อตารางเมตรจะอยู่ระหว่างตารางเมตรละ 10,000 บาท++ หรือเป็นอัตราเฉลี่ยต่อห้อง 450,000 บาท ++  เมื่อได้กรอบเช่นนี้หากท่านอยากรู้ว่าต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นจำนวนเท่าไรก็เอาจำนวนห้องคูณเข้าไปดู เช่น   ต้องการอาคารขนาด 40 ห้อง ก็เอา 450,000 คูณ 40 ก็จะออกมาเป็นงบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงิน 18 ล้านบาท++  ซึ่งกรอบของงบประมาณในการก่อสร้างนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังบรรดาสถาปนิกและวิศวกรผู้ออกแบบที่มีหน้าที่จะต้องทำให้ได้จำนวนห้องตามที่กำหนดและอยู่ในงบประมาณที่กำหนดเช่นกัน ผมว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากครับ
 
          พอเสร็จสิ้นกระบวนการออกแบบก็เข้าสู่กระบวนการยื่นขออนุญาตและการทำการประเมินราคาค่าก่อสร้างอย่างละเอียดอีกครั้ง และเข้าสู่กระบวนการนำแบบพิมพ์เขียวไปหาผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงการควบคุมงาน ซึ่งในอนาคตผมขอฟันธงลงไปว่า ระบบการก่อสร้างในระบบ “Pre-Fabrication” หรือ “ระบบการก่อสร้างสำเร็จรูป” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างในสภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างดังเช่นในปัจจุบันก็แทบจะไม่เหลือทางเลือกครับ นอกจากนี้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จมีความจำเป็นจะต้องคิดถึง “การบริหารจัดการ” ตลอดจนการทำการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาด “ออนไลน์” ทาง “อินเทอร์เน็ต”  (E-Marketing) รวมถึงการจัดเตรียมคนที่เข้ามาบริหาร ซึ่งสาระต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ  
 
          ผมถูกแม่สอนมาตั้งแต่เด็กว่า หากเราอยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจังมีอยู่วิธีเดียวเท่านั้นครับคือ “การลงมือปฏิบัติจริง”  ดู มิฉะนั้นจะกลายเป็นประเภท  “หมูสนามจริง  สิงห์สนามซ้อม”  หมายถึงการเป็น “เจ้าทฤษฎี”  ดูเผินๆ ก็เหมือนว่าจะรอบรู้ไปเสียทุกเรื่องแต่แท้จริงแล้วไม่เคยเป็น “นักลงทุน” หรือ ลงมือปฏิบัติจริงก็เลย เลยไม่รู้ว่าเมื่อต้องตกอยู่ในสภาพขาดทุนจะเป็นอย่างไร หรือเมื่อโครงการขาดสภาพคล่องจะบริหารจัดการอย่างไร
 
          แนวคิดในการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้รู้แจ้งโดยไม่ “ด่วนเชื่อ” ตามหลัก “กาลามะสูตร” นั้น ถูกสอนกันมาหลายพันปีครับ “การลงมือปฏิบัติจริง”  เป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้รับรู้  รับทราบ ถึงปัญหา  อุปสรรค  รับรู้ถึงรสชาติของความสำเร็จและความล้มเหลว ทางคณะทำงาน “อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน” จึงตัดสินใจใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินที่อยู่ใจกลาง “บางแสน” และก่อสร้างตาม “โรดแมพ” ของ  “ชีวาปุรี”  ที่ได้วาดฝันไว้ ผลที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจครับ หลังจากที่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคกันมายกใหญ่เป็นเวลาปีกว่า เราก็ได้สถาปัตยกรรมประเภท “Hybrid”   เป็น “ลูกผสม” ของ “โรงแรม + อพาร์ตเม้นท์”  ที่ผมมักจะเรียกว่า “HOTAP”  เกิดขึ้นมาจริงๆ  และได้บริหารจัดการจริงๆ  ครับ
 
          สัปดาห์นี้พื้นที่หมดครับก็มาชื่นชมกับความงามของ “ชีวาปุรี”@ “บางแสน”  เอาไว้ต่อในอีกสองสัปดาห์หน้า ผมจะทำการเจาะลึกลงในรายละเอียดให้ถึงแก่น  สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของ  “ชีวาปุรี” ได้ที่   081-4218323 หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่เว็บไซต์ยอดฮิตของชาว “คนรักบ้าน” ได้ที่  www.homeloverthai.com ครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'ชีวาปุรี'@บางแสนความฝันเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ภายใต้ความที่เรียบง่ายแต่งดงาม : คอลัมน์ตึกแถว+อพาร์ตเมนท์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว)