
เปิดบัญชีโบราณสถาน2พันแห่ง
'กรมศิลป์' เปิดบัญชี 'วัง-วัด-โบราณสถาน' 2 พันแห่งทั่วประเทศ จ่อประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ป้องกันทุบทำลาย พร้อมร่อนหนังสือแจ้งเจ้าของ
17 ม.ค.56 นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักโบราณคดีและ สำนักศิลปากร 15 แห่งทั่วประเทศ สรุปข้อมูลเกี่ยวกับโบราณทั่วประเทศ เบื้องต้นพบว่าโบราณสถานทั่วประเทศมีกว่า 6, 000 แห่ง โดยยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกว่า 2,000 แห่ง ในแต่ปีละปีกรมศิลปากรสามารถขึ้นทะเบียนโบราณสถานได้เพียงปีละ 100-150 แห่งเท่านั้น หากจะขึ้นทะเบียนโบราณสถานทั้ง 2,000 แห่งต้องใช้เวลาดำเนินการนานเกือบ 40 ปี ซึ่งเป็นการล่าช้าอย่างมาก ดังนั้นมีแนวคิดจัดทำบัญชีรายชื่อโบราณสถานที่มีคุณสมบัติที่จะประกาศขึ้นทะเบียนในอนาคต โดยคัดเลือกและเรียงลำดับการประกาศขึ้นทะเบียนทั้ง 2,000 แห่ง สาเหตุที่ต้องดำเนินการเรื่องดังกล่าว เพราะขั้นตอนการขึ้นทะเบียนดำเนินการได้อย่างล่าช้า มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและกำลังคน การจะประกาศขึ้นทะเบียนนั้นต้องให้เจ้าของและผู้ครองยินยอมบางกรณีรอให้ศาลตัดสินว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรทำให้ที่ผ่านมาโบราณสถานที่รอการประกาศขึ้นทะเบียนถูกบุกรุกและทำลายจนเสียหายจำนวนมาก
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า เพื่อคุ้มครองโบราณสถานตาม พรบ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่ง พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 จึงต้องจัดทำบัญชีดังกล่าว เพื่อให้รู้ว่าโบราณสถานที่ยังไม่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนก็มีกฎหมายคุ้มครองห้ามทุบทำลาย คาดว่าภายในเร็วๆนี้ จะทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ครอบครองและเจ้าของโบราณสถานที่อยู่ในบัญชีรายชื่อทั้ง 2, 000 แห่ง รับทราบถึงขั้นตอนการประกาศขึ้นทะเบียน และขณะนี้กำลังหารือว่าทำอย่างไรที่กรมศิลปากรจะสามารถขึ้นทะเบียนโบราณสถานได้มากกว่า 100 แห่งต่อปี เบื้องต้นคิดว่าจะต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามากรมศิลปากรเพื่อให้รวดเร็วขึ้น ที่สำคัญเตรียมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้คาดว่าในปี 2556 ตั้งเป้าว่าขึ้นทะเบียนให้ได้ 700 แห่งทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตามการขึ้นทะเบียนโบราณสถานแต่ละแห่งต้องใช้งบประมาณ 1-2 แสนบาท จึงต้องเสนอของบเพิ่มเติมประมาณ 700 ล้านบาทด้วย
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า แหล่งโบราณสถานจะที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว ในเขตกรุงเทพฯ อาทิ ทำเนียบรัฐบาล (บ้านนรสิงห์) รวมพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเดิม (ส่วนการศึกษา) เขตดุสิต ,ตึกแถวข้างวัดบวรนิเวศวิหาร,ตึกแถวเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร,ตึกแถวริมถนนราชดำเนินกลาง,ตำหนักปลายเนิน,พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระบรมรูปทรงม้า,พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบรมรูปทรงม้า,พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสวนลุมพินี,พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และวงเวียนใหญ่,พระราชนิเวศน์,พระราชวังดุสิต,ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์,โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง,โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย,โรงแรมโอเรียนเต็ล,วงเวียน 22 กรกฎาคม,วังศุโขทัย,วังสระปทุม,วังสวนกุหลาบ,วัดคูหาสวรรค์วรวิหาร (วัดศาลาสี่หน้า),วัดเครือวัลย์วรวิหาร,วัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก),วัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร,วัดซางตาครูส (กุฏิจีน),วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร,วัดสามพระยา,วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร,วัดเสมียนนารี,วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร,สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ,สถานีรถไฟจิตรลดา,สถานีรถไฟหัวลำโพง,สะพานกรุงธน,อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ,อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย,อาคารตลาดบ้านหม้อ
นายสหวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนต่างจังหวัด อาทิ จ.แพร่ ได้แก่ เมืองโบราณเมืองแพร่,เมืองโบราณบ้านดอนแก้ว,เมืองโบราณบ้านแม่บงเหนือ,เมืองโบราณบ้านดอนแก้ว จ.นครราชสีมา ได้แก่ ปรางค์จระเข้หิน,โบราณสถานโนนวัด,โบสถ์บ้านซิน,ปรางค์บ้านไร่,แนวถนนโบราณบริเวณบ้านส่วย,ปราสาทวัดโคกดอนอินทร์เจริญธรรม จ.ราชบุรี ได้แก่ ถ้ำน้ำมนต์ (เขารังเสือ),วัดโชติทายการาม,วัดบ้านโป่ง,วัดรับน้ำ (ขุนสีห์),กำแพงเมืองราชบุรี (ค่ายภาณุรังษี) จ.สงขลา ได้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านเชิงแสงใต้,เตาเผาโบราณบ้านโคกอิฐ,แนวคันดินโบราณ,มัสยิดบ้านดินลานเหนือ,ศาลเจ้าล่ำเส้งกวนแต้กุ้น (ศาลเจ้าพ่อกวนอู),อาคารทรงจีน ถนนนครนอก-นครใน เป็นต้น
“อย่างไรก็ตามการประกาศบัญชีรายชื่อของโบราณสถานทั้ง 2, 000 แห่ง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องขึ้นทะเบียนทั้งหมด ถ้าเจ้าของหรือว่าชุมชนไม่เห็นด้วยก็สามารถคัดค้านกรมศิลปากรได้ทันที โดยหลังจากผู้ครอบครองและเจ้าของโบราณสถานที่อยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าวรับทราบถึงขั้นตอนการประกาศขึ้นทะเบียนแล้วไม่เห็นด้วยก็ยื่นคัดค้านภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง แหล่งโบราณใดที่ถูกคัดค้านก็จะต้องมีการหารือและทำความเข้าใจกันได้” นายสหวัฒน์ กล่าว



