ไลฟ์สไตล์

ปี55ไทยอ่วม!มลพิษขั้นวิกฤติ

ปี55ไทยอ่วม!มลพิษขั้นวิกฤติ

11 ม.ค. 2556

ในปี 2555 ปัญหามลพิษของไทยยังวิกฤติ ชี้ให้จับตาในปี 2556 ปัญหามลพิษจากรถยนต์คันแรก ลักลอบทิ้งขยะอันตราย

               วันที่ 11 ม.ค. 2556 คพ.สรุปมลพิษปี 2556 วิกฤติกว่าเดิม พบฝุ่นละอองขนาดเล็กใน 10 เมืองใหญ่ และสารอินทรีย์ระเหยง่ายมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนคุณภาพน้ำจืด และชาย หาดท่องเที่ยวชื่อดังวิกฤติหนัก โดยเฉพาะเกาะเสม็ด หาดปึกเตียน เกาะสมุย และเกาะพีพี อ่วมหนักผลกระทบจากท่องเที่ยว ชี้จับตาปัญหาใหญ่ปี 2556  มลพิษจากรถยนต์คันแรก ลักลอบทิ้งขยะอันตรายอุตสาหกรรม น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนัก


               สถานการณ์มลพิษในประเทศไทยยังมีอาการน่าเป็นห่วงหนักกว่าปี 2554 แทบทุกด้าน ทั้งปัญหาจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในเมืองใหญ่ ซึ่งกทม. ติดอันดับ 1 ใน 10 ของเมืองที่สกปรกจากมลพิษทางอากาศ และแนวโน้มสารอินทรีย์ระเหยง่าย (วีโอซี) สูงขึ้น ขณะที่คุณภาพแม่สายหลักทั่วประเทศก็เสื่อมโทรมลงโดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนชายหาดท่องเที่ยวชื่อดังคืออ่าวทับทิม เกาะเสม็ด ติดโผ คุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรม

คพ.ชี้มลพิษเมืองเผชิญฝุ่น โอโซน

               ทั้งนี้นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงสรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ในปี 2555 พบว่าแนวโน้มมลพิษทั้ง 3 ด้านคือมลพิษทางอากาศ คุณภาพน้ำจืดและน้ำทะเล และปัญหาขยะในภาพรวมแย่ลงจนเกือบวิกฤติมากขึ้นหากเทียบกับสถานการณ์มลพิษในปี 2554 ทั้งนี้หากแยกในแต่ละด้านพบว่าเขตเมืองใหญ่นั้น ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) โดยมีค่าเฉลี่ยรายปี 42 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก.ต่อลบ.ม.)จากค่ามาตรฐาน 50 มคก.ต่อลบ.ม.  และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเฉลี่ยสูงสุดคือ142 มคก.ต่อลบ.ม.จากค่ามาตรฐาน 120 มคก.ต่อลบ.ม. เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งค่าเฉลี่ยรายปีวัดได้เพียง 39 มคก.ต่อลบ.ม และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่วัดได้เพียง 113 มคก.ต่อลบ.ม.เท่านั้น

'สระบุรี'พบฝุ่นระเบิดหินส่อแวววิกฤติอีกรอบ

               นายวิเชียร กล่าวว่า จากการจัดอันดับ 10 เมืองที่ยังมีปัญหามลพิษทางอากาศจากการตรวจวัดสารมลพิษ 5 ชนิด ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์  คาร์บอนมอนอกไซด์ โอโซน และฝุ่นละอองสูงมากได้แก่ หน้าพระลาน จ.สระบุรี ซึ่งมีการเฝ้าระวังปัญหาต่อเนื่องมานับ 10 ปีเนื่องจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรมโรงโม่หิน ระเบิดและบดหินจนส่งผลให้ฝุ่นละอองเคยเกินมาตรฐานสูงถึง 400 มคก.ต่อลบ.ม. และลดลงจนเหลือเพียง 200 มคก.ต่อลบ.ม. ก็ตาม แต่ยังพบว่าในปีที่ผ่านมามี 86 วันที่ฝุ่นยังคงเกินมาตรฐานสูง โดยในวันที่ 15 ม.ค.นี้นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ รองอธิบดีคพ. เตรียมลงพื้นที่ร่วมกับทางผวจ. สระบุรี เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา ส่วนอีก 9 จังหวัดที่ติดอันดับเมืองสกปรกจากมลพิษทางอากาศ ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง น่าน แพร่ ลำพูน เชียงใหม่ โดยเป็นผลกระทบจากปัญหาหมอกควันจากการเผาซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ดีเดย์ 80 วันอันตรายห้ามเผา และสุดท้ายกทม. ซึ่งสาเหตุของฝุ่นละอองมาจากการจราจรหนาแน่น การก่อสร้างที่พักอาศัยที่บูมมากขึ้น

กทม. ติด 10 อันดับเมืองอากาศสกปรก

               'สำหรับกทม.พบว่าพื้นที่มีปัญหาคุณภาพอากาศเรื่องฝุ่นขนาด 10 ไมครอน มากที่สุด ได้แก่ เขตพญาไท ราษฎร์บูรณะ ธนบุรี  ดินแดง บางนา ราชเทวี จตุจักร ยานนาวา บางขุนเทียน บางกะปิ ห้วยขวาง วังทองหลาง ป้อมปราบศัตรูพ่าย และปทุมวัน นอกจากนี้ยังพบสถานการณ์ของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบรรยากาศของกทม. ตรวจพบสารเบนซิน เกินมาตรฐานบริเวณจุดเก็บตัวอย่างริมถนน รวมทั้งที่จ.ระยอง ขอนแก่น เชียงใหม่และสงขลา และ รวมทั้งยังมีพารามิเตอร์ที่ต้องจับตามองและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ ก๊าซโอโซนระดับผิวพื้น เพราะปริมาณค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 และในปี 2555 พบเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกทม.และปริมณฑล และพื้นที่ภาคเหนือตอนบน' อธิบดีคพ. กล่าว

เกาะเสม็ด-พีพี- หาดปึกเตียนชายหาดแย่

               ขณะที่คุณภาพน้ำแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศนั้น นายวิเชียร กล่าวว่าในจำนวน 48 สาย และแหล่งน้ำนิ่ง 4 แห่ง ปี 2555 ร้อยละ 80   มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ตั้งแต่ระดับพอใช้ขึ้นไป โดยเมื่อเทียบกับปี 2554 อาจไม่ดีขึ้น โดยยังมีพื้นที่ที่ต้องแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำอย่างเร่งด่วน ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา สมุทรปราการ นนทบุรี  แม่น้ำท่าจีน สมุทรสาคร นครปฐม แม่น้ำป่าสัก สระบุรี เป็นต้น

               'ส่วนคุณภาพน้ำทะเลถือเป็นข่าวร้าย พบมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงเนื่องจากบริเวณที่เคยมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมาก ลดน้อยลงอย่างมาก กล่าวคือในเกณฑ์ดีไม่มีเลยในปี 55 จากเดิมที่เคยมีเกณฑ์ดี ร้อยละ 2 ในปี 2554 และร้อยละ 16 ในปี 2551  ส่วนเกณฑ์ ดีมาก จากร้อยละ 48 ในปี 2551 และ ร้อยละ 36 ในปี 2554 เป็นร้อยละ 15 ในปี 2555 โดยพบว่าพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก บริเวณอ่าวทับทิม ของเกาะเสม็ด จ. ระยอง  อ่าวไทยฝั่งตะวันตก หาดเจ้าสำราญ หาดปึกเตียน เพชรบุรี อ่าวมะนาว กองบิน 53 หัวหิน เขาตะเกียบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปากแม่น้ำชุมพร อ่าวปากหาด หาดภารดรภาพ จ. ชุมพร เกาะสมุย เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ ชายฝั่งอันดามัน บริเวณ หาดกะรน จ.ภูเก็ต เกาะพีพี จ. กระบี่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชายหาดท่องเที่ยวและชุมชน และบริเวณที่คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากคือ อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก.' นายวิเชียร ระบุ

ขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาลพุ่ง

               อธิบดีคพ. ยังกล่าวถึงสถานการณ์ขยะมูลฝอยในชุมชน ของปี 2555 ว่ามีปริมาณขยะเกิดขึ้นประมาณ 16 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 43,000 ตันต่อวัน ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8 หมื่นตัน เนื่องจากปี 2554 มีขยะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติจากกรณีอุทกภัย โดยร้อยละ 22 เป็นขยะที่เกิดขึ้นในกทม. 9,800 ตันต่อวัน ทั้งนี้ ขยะทั้งหมดถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพียง 5.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 36 ขยะส่วนที่เหลือกว่า 10 ล้านตัน ถูกกำจัดทิ้งโดยการเผา กองทิ้งในบ่อดินเก่าหรือพื้นที่รกร้าง ซึ่งส่วนที่จัดการไม่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้นทุกปีจากขยะคงค้างและปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น  โดยจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า 10 จังหวัดที่มีกำลังมีปัญหาขยะตกค้าง และไม่มีสถานที่กำจัด ได้แก่ นครศรี ธรรมราช  ตาก สมุทรปราการ  นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สงขลา สมุทรสาคร สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา

               'สิ่งที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นปัญหาใหม่ก็คือขยะมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งเริ่ม พบมีการแอบลักลอบนำไปทิ้ง เช่น จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมคาดว่าจะมีขยะติดเชื้อประมาณ 43,000 ตัน หรือร้อยละ 1 ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังไม่สะท้อนปริมาณที่เกิดขึ้นทั้งหมด  เนื่องจากยังไม่ได้มีการรวบรวมข้อมูลขยะติดเชื้อจากสถานพยา บาล คลินิค หรือโรงพยาบาลเอกชนในทุกประเภทและทุกขนาด  ซึ่ง ขณะนี้ คพ. ได้มีข้อตกลง ความร่วมมือกับกรมอนามัยที่จะวางระบบการบริหารจัดการขยะติดเชื้อของโรงพยาบาลทั่วประเทศตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การกำกับการขนส่ง  วิธีกำจัด และการควบคุมบริษัทที่รับขยะเหล่านี้ไปกำจัด เนื่องจากปัจจุบันเตาเผาของโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ชำรุดเสียหาย ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งส่งขยะติดเชื้อไปกำจัดยังเตาเผามูลฝอยติดเชื้อของ อปท. ที่มีอยู่เพียง 14 แห่งทั่วประเทศ และเตาเผาของเอกชนซึ่งก็มีอยู่เพียง 3 แห่งเท่านั้น' นายวิเชียร ระบุ

ปี56 สกัดขยะอุตสาหกรรม แก้มลพิษในแหล่งน้ำ

               นายวิเชียร กล่าวอีกว่า สำหรับปี 2556 ทางคพ.เตรียมแก้ปัญหามลพิษ 4 เรื่องใหญ่ที่คาดว่าจะมีความวิกฤติมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของฝุ่นละออง และโอโซนที่มาจากการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งแนวโน้มจำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้น และการก่อสร้างคอนโดมิเนียม และที่พักในเขตเมืองที่ขาดมาตร การควบคุมในการก่อสร้างที่จะส่งผลให้ฝุ่นละอองมีปัญหา ขณะที่ปัญหาคุณ ภาพ ของแม่น้ำสายรอง และลำน้ำสาขาที่พบการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก โดยเฉพาะที่จ.ปราจีนบุรี ที่เพิ่งมีข่าวตรวจพบสารปรอทในปลาและคนที่อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และล่าสุดคพ. ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอนดิน ปลาและสัตว์น้ำมาตรวจวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลจะแล้วเสร็จในอีก 2 สัปดาห์     

               'ส่วนของเสียอันตราย ผลการศึกษาของกรมโรงงานอุตสาหกรรมจากการสำรวจปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรม ในปี 2555 มีปริมาณที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ จำนวน 3.95 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 84 ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าจะมีการกำกับดูแลการจัดการของเสียที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมโดยโรงงานรับจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตรายทั้งประเทศกว่า 300 แห่ง ซึ่งรองรับของเสียอันตรายได้กว่า 10 ล้านตัน แต่ก็ยังพบปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสีย ซึ่งในปี  2555 เกิดขึ้นหลายครั้งในหลายพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปู สมุทรปราการ ต.หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา และบางพื้นที่ในจ.มหาสารคาม เป็นต้น โดยปีนี้คพ. เตรียมติดตาม 14 จังหวัดเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาทิ้งกากของเสียอันตราย ต่อกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีเพื่อการพิจารณาสั่งการต่อไป รวมทั้งการมอนิเตอร์ปัญหาสารตะกั่วในเลือดของเด็กนักเรียนที่ จ.ระยอง ซึ่งสูงเกินเกณฑ์เฝ้าระวังขององค์การอนามัยโลก'