
'จุลไหมไทย'พัฒนาสินค้าสู่สากล
'จุลไหมไทย' ยกระดับการผลิต ลดต้นทุน-พัฒนาสินค้าสู่สากล : โดย...วรัทยา ไชยลังกา
"จุลไหมไทย" ถือเป็นผู้ผลิตเส้นไหมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และกิจการมีอายุกว่า 4 ทศวรรษ หรือ 45 ปี ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวได้ก้าวเข้าสู่คนรุ่นที่ 3 แล้ว ภายใต้การนำของ "จงสฤษดิ์ คุ้นวงศ์" ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท จุล อินเตอร์ซิลค์ จำกัด เป็นผู้สืบทอดดูแลบริหารกิจการ โดยการผลิตที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้แต่ก็ยังประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนในการผลิตและเกิดของเสียจากกระบวนการผลิตค่อนข้างสูง
โดยบริษัท จุล อินเตอร์ซิลค์ จำกัด ตั้งอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเส้นไหมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ดังที่ "จงสฤษดิ์ " ย้อนอดีตความเป็นมาของธุรกิจครอบครัวว่า จุลไหมไทยเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย โดยเริ่มต้นจากบริษัท ไร่นายจุล คุ้นวงศ์ จำกัด ที่ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2479 โดยกำนันจุล คุ้นวงศ์ ดำเนินธุรกิจผลิตส้มเขียวหวาน ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตส้มเขียวหวานแห่งแรก และแหล่งเดียวของประเทศในยุคสมัยนั้น โดยตลาดนั้นส่งขายทั้งในและต่างประเทศ
ต่อมาปี 2510 ได้เกิดเหตุการณ์โรครากเน่าระบาดต้นส้มตายหมดทั้งจ.เพชรบูรณ์ และไม่มีทางแก้ไขหรือฟื้นฟูใหม่ได้ กำนันจุลและครอบครัว จึงเบนเข็มอาชีพสู่ธุรกิจปลูกหม่อน เลี้ยงไหมและสาวไหม ในปี 2511 ในนามของบริษัท จุลไหมไทย จำกัด จวบจนปัจจุบันมีอายุกว่า 45 ปีแล้วที่กลุ่มจุลไหมไทยเติบโตบนเส้นทางสายไหม และรักษาตำแหน่งผู้ผลิตเส้นไหมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
"จงสฤษดิ์" เล่าให้ฟังอีกว่า ที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหาต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงทำให้มีกำไรน้อยหรือเพียง 0.35% ของรายได้เฉลี่ยทั้งปีเท่านั้น โดยสาเหตุหลักเกิดจาก 3 เรื่อง คือ การผลิตไหมเกรด 3เอ ได้น้อย ผลิตได้เพียง 10% จากค่ามาตรฐานที่กำหนดไม่น้อยกว่า 25% ขณะเดียวกันการปฏิบัติงานของพนักงานสายเครื่องสาวและสายเครื่องแห้งมีประสิทธิภาพต่ำ สุดท้ายกระบวนการผลิตมีเศษไหมเหลือเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น บริษัทจึงเข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค ตามนโยบาย One Province One Agro-Industrial Product (OPOAI) ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยปรับปรุงเรื่องคุณภาพและพัฒนางาน รวมถึงการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และระบบมาตรฐานสากล ในส่วนของการเพิ่มคุณภาพเส้นไหมเกรด 3เอนั้น พบว่าปริมาณเส้นไหมเกรด 3เอ เพิ่มขึ้นเป็น 26% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 25% เท่านั้น ขณะเดียวกันยังสามารถเพิ่มรายได้ของบริษัทให้มากขึ้น หรือคิดเป็นกิโลกรัมละกว่า 680 บาท และหากคำนวณทั้งปีจะพบว่าทุกๆ การเพิ่มขึ้นของไหมเกรด 3เอ จำนวน 1% จะทำให้มีรายได้เพิ่มคิดเป็นมูลค่ากว่า 924,800 บาท
ส่วนเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพจำนวนการผลิตไหมนั้นก็พบว่า หลังจากใช้เครื่องมือเทคนิคทางสถิติและกระบวนการ P-D-C-A (Plan-Do-Check-Act) ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพได้เกินเป้าหมาย พนักงานได้เส้นไหม 1.3 กิโลกรัมต่อแรง จากเดิม 1.61 กิโลกรัมต่อแรง เกินเป้าหมาย 0.01 กิโลกรัม หรือเท่ากับ 0.6% ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 682,000 บาท และกิจกรรมการปรับ ปรุงการผลิตเส้นไหมนั้น เส้นไหมทุกๆ 100 กิโลกรัมจะเหลือเศษไหมเพียง 18 กิโลกรัมเป็นค่าที่สูงเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 17 กิโลกรัม จึงทำให้รายได้เพิ่มขึ้นกว่าปีละ 1.6 ล้านบาท โดยเมื่อสรุปรายได้เพิ่มจากการปรับปรุงทั้ง 3 กลุ่มพบว่าบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงปีละ 3.2 ล้านบาท
กรรมการผู้จัดการบริษัท จุล อินเตอร์ซิลค์ จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และระบบมาตรฐานสากล เดิมบริษัทเคยได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9000 แต่เป็นเวอร์ชั่นเก่าและไม่ได้ต่ออายุ จึงทำให้มีความสูญเสียเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ดังนั้น จึงแก้ไขด้วยการนำระบบมาตรฐาน ISO 9000 : 2008 เข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบการผลิตเส้นไหม ได้มีการจัดทำแผนงาน เช่น หลักสูตร Quality Awareness & Intro ISO 9000 : 2008 การจัดทำเอกสาร ISO 9001 : 2008 การตรวจประเมินระบบคุณภาพภายในองค์กร คาดว่าจะดำเนินการขอการรับรองได้สำเร็จในช่วงต้นปี 2556
"ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของจุลไหมไทยนอกจากจะได้รับยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นมาตรฐานสากล ลดความสูญเสียผลิตภัณฑ์แล้ว ยังช่วยสร้างผลกำไรได้มากขึ้นอีกด้วย" จงสฤษดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
--------------------
('จุลไหมไทย' ยกระดับการผลิต ลดต้นทุน-พัฒนาสินค้าสู่สากล : โดย...วรัทยา ไชยลังกา)



