
ร้ายกว่าที่คิด!แจกลูกอมวันเด็ก
ร้ายกว่าที่คิด!แจกลูกอมวันเด็ก ทำหนูน้อยฟันผุ หยุดโต ไร้พัฒนาการ : โดย...ทีมข่าวสาธารณสุข
หมอฟันวอนผู้ใหญ่งดแจกลูกอม-ขนมหวานในงานวันเด็ก พบสาเหตุหลักทำให้เด็กฟันผุตกอยู่ในภาวะสารอาหารเรื้อรัง ทำร้ายเยาวชนทางอ้อม มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว แนะเปลี่ยนเป็นของกินที่มีประโยชน์ หรือให้ของขวัญอย่างอื่นแทน
ทันตแพทย์หญิง (ทญ.) ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะผู้จัดการแผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานรณรงค์เด็กไม่หวานมานานนับ 10 ปี พบว่า มีโรงเรียนไม่มากนักที่ยังขายลูกอมอยู่ แต่ช่วงหลัง บางโรงเรียนเริ่มอนุญาตให้ขายลูกอมและทอฟฟี่เข้ามาขายในโรงเรียนมากขึ้น ทางแผนงานฯ จึงเริ่มกลับมารณรงค์ใหม่ โดยเฉพาะงานวันเด็กที่จะมีขึ้นนี้ไม่ควรแจกลูกอมและขนมหวานในงานวันเด็ก
ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยน้ำตาลแห่งชาติ ระบุว่า แม้ตัวเลขของน้ำตาลที่นำไปใช้ในลูกอมไม่ได้สูงมาก แต่มีอัตราการใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะจะเห็นได้ว่าในลูกอมหนึ่งเม็ด นอกจากน้ำตาลแล้ว ยังมี สี กลิ่น รส เป็นส่วนประกอบ ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เป็นสารสังเคราะห์ และที่เหลือ 96-98 เปอร์เซ็นต์เป็นน้ำตาลทั้งหมด
ทางด้าน ทญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ตัวแทนจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน โดย สสส.ให้ข้อมูลเสริมว่า ตัวเลขทางการตลาดของธุรกิจลูกอม พบว่าในช่วงเวลา 2 ปีมานี้ อัตราการใช้น้ำตาลของผู้ผลิตลูกอมเพิ่มขึ้น แสดงว่าเมื่อผลิตเพิ่ม คนกินก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย ประเด็นต่อมาคือลูกอมเป็นน้ำตาลร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นน้ำตาลค้างอยู่ในปากได้นาน ในแง่ของหมอฟันนั้น กลัวที่สุดเพราะเป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุโดยตรง ในแง่ของหมอทั่วไป กลัวที่สุด เพราะคือก้อนน้ำตาล กินมากๆ ก็จะทำให้อ้วน น้ำตาลยังสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ เพราะฉะนั้นเราจึงสนใจลูกอม มันเป็นน้ำตาลล้วนๆ
"ฟันผุไม่ใช่แค่ผุฟันอย่างเดียว แต่ฟันผุ จะทำให้เตี้ยได้ด้วย เหตุที่เตี้ยหรือที่เรียกว่า "ภาวะขาดสารอาหารเรื้อรัง" เพราะเขาเคี้ยวอะไรที่ไม่มีประโยชน์ เด็กจึงขาดสารอาหาร คนเราจะสูงได้ต้องได้สารอาหารครบถ้วน กินเนื้อได้กินผักได้ เมื่อไม่มีฟันก็เคี้ยวลำบาก ดังนั้น "ฟันดีเริ่มที่ซี่แรก" จึงเป็นจริง เพราะฟันจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กทั้งหมด" <cTypeface:><cSkew:>ทญ.จันทนา กล่าว
ด้าน ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อาจารย์ภาควิชาทันตกรรมชุมชน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พ.ศ. 2551-2552 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำรวจเด็ก 1-14 ปีรวม 9,740 คน พบว่า เด็กไทยอายุ 3 ปี ฟันผุร้อยละ 61.37 โดยฟันผุเฉลี่ย 3.21 ซี่ต่อคน และเด็กอายุ 5 ปี มีฟันผุเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80.64 เฉลี่ย 5.43 ซี่ต่อคน จากการสำรวจนี้ยังพบด้วยว่าเด็กชนบทมีฟันผุมากกว่าเด็กในเมือง นอกจากนี้จากการสำรวจเดียวกันยังพบด้วยว่า เด็กไทยกินขนมกรุบกรอบทุกวันประมาณร้อยละ 30 และกินบางวันร้อยละ 42 ส่วนลูกอมมีเด็กกินทุกวันร้อยละ 15-20 และกินบางวันร้อยละ 42
ทพ.ดร.ธงชัย ให้ข้อมูลว่า เมื่อเปรียบเทียบการกินลูกอมและขนมกรุบกรอบจากการสำรวจเมื่อปี 2546 กับการสำรวจปี 2551-2552 ในเด็ก 6-14 ปี พบว่า เมื่อปี 2546 เด็กกินขนมกรุบกรอบทุกวัน 12% แสดงว่าเพิ่มจาก 12% ไปเป็น 30% (ในปี 2551-2552) หรือเพิ่มขึ้น 2.3 ขณะที่เด็กกินลูกอมทุกวัน 10.3% เมื่อปี 2546 แสดงว่าเพิ่มจาก 10.3% ไปเป็น 20% (ในปี 2551-2552) หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว ขณะเดียวกันข้อมูลการสำรวจจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่า เด็กเริ่มกินขนมตั้งแต่ 8.5 เดือน พ่อแม่และคนเลี้ยงดูซื้อขนมกรุบกรอบให้เด็กกิน เพื่อตัดปัญหาเด็กร้องงอแง ขนมกรุบกรอบ มักจะมี ไขมัน และโซเดียม เกินค่ามาตรฐานอาหารว่างที่แนะนำ (บางชนิดที่มีรสหวาน ก็จะมีน้ำตาลเกิน) ลูกอม มีน้ำตาลเกิน ถ้ากินเกิน 2 เม็ด
ทพ.ดร.ธงชัย กล่าวด้วยว่า ฟันผุกับน้ำตาลจะขึ้นกับความถี่ หรือความบ่อยในการกินน้ำตาล โดยการกินน้ำตาลหนึ่งครั้งจะเกิดกรดที่ทำลายฟันนาน 40 นาที จากนั้นจะกลับสู่สภาพปกติได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นการกินบ่อยๆ เช่นการกินทุกชั่วโมง จะทำให้ฟันแช่อยู่ในกรดตลอดเวลา ทำให้ฟันผุเกิดขึ้นได้รวดเร็วและรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่กินลูกอมเลยจะดีกว่า ไม่ควรเริ่มให้เด็กกินหวานตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะจะทำให้ติดรสหวาน
"ฉะนั้นถ้าผู้ใหญ่รักเด็ก เราก็ควรมอบสิ่งดีๆ ให้แก่เขาในงานวันเด็ก การแจกลูกอมหรือขนมหวาน เท่ากับเป็นการทำร้ายเด็กโดยไม่รู้ตัว" ทพ.ดร.ธงชัย กล่าว
..............................................
(ร้ายกว่าที่คิด!แจกลูกอมวันเด็ก ทำหนูน้อยฟันผุ หยุดโต ไร้พัฒนาการ : โดย...ทีมข่าวสาธารณสุข)



