ไลฟ์สไตล์

เด็กล็อคระบาด!เหตุเสพติดเทคโนโลยี

เด็กล็อคระบาด!เหตุเสพติดเทคโนโลยี

10 ม.ค. 2556

นักวิชาการสะท้อนปัญหาเด็กไทยปี 2556 ชี้เด็กล็อคระบาด เหตุเสพติดเทคโนโลยี ขาดปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

               วันที่ 10 ม.ค. 2556 รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าสถานการณ์ปัญหาเด็กในปี 2556 นี้  ขอเรียกว่าเด็กล็อค คือล็อคนิ้ว ล็อคตัวเอง และล็อคเวลา เนื่องจากตอนนี้เด็กไทยเสพติดเทคโนโลยีที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไลน์ สไกป์ ทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองในเมืองก็ติดเทคโนโลยีมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีปัญหาเยาวชนที่จะเกิดในปีนี้ ได้แก่ ปัญหาความรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง  ซึ่งสมัยนี้เด็กผู้หญิงมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมากขึ้น สังเกตได้จากการใช้ภาษาในการพูดคุยและการแสดงออกเรื่องเพศ การพูดจาสองแง่สองง่าม และการทะเลาะตบตีมากขึ้น

               ทั้งนี้เป็นเพราะการตีความเรื่องสิทธิสตรีที่ไม่ถูกต้อง โดยสิทธิหญิง-ชายนั้น หมายถึงความเท่าเทียมกันในเรื่องโอกาส การศึกษา การมีงานทำ หรือการได้รับการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมเท่าเทียมกัน แต่เด็กหญิงสมัยใหม่ตีความผิด หมายถึงการเท่าเทียมกันเรื่องเพศ คือ เธอมีกิ๊กชั้นก็มีกิ๊กได้ หรือการสร้างกระแสนิยมว่าผู้หญิงที่มีคู่หลายคนเป็นสิทธิที่ทำได้เหมือนผู้ชาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัญหายาเสพติดที่กำลังจะกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กต่างจังหวัดซึ่งเข้าถึงยาเสพติดได้ง่าย อย่างไรก็ตามสถานการณ์ด้านดีที่เกิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่ การรวมตัวเพื่อสร้างประโยชน์ในท้องถิ่นชุมชนมีมากขึ้น

               ทั้งนี้ ในปี 2556 นี้ การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้น สามารถปฏิบัติตามคำขวัญวันเด็กในปี 2556 ที่ว่า 'รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน'  โดยเริ่มจากพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก ด้วยการรู้จักวินัยในการแบ่งเวลาเข้าสู่สังคมออนไลน์ ขณะที่รัฐบาลต้องต่อยอดนโยบายการแจกแท็บเล็ตให้สามารถสร้างการเรียนรู้ในทางที่ถูกที่ควร รวมถึงผลักดันการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อลบจุดด้อยต่างๆ อาทิ ใช้เสริมวิชาคณิตศาสตร์หรือภาษาอังกฤษ หรือวิชาที่นักเรียนได้คะแนนต่ำ พร้อมเฝ้าระวังไม่ให้แท็บเล็ตกลายเป็นช่องทางทำให้เด็กติดเกมมากขึ้น ส่วนการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในปีนี้ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ โดยต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เน้นการพัฒนาคุณภาพคนและการแข่งขัน ไม่ใช่เน้นแต่การพัฒนาสังคมวัฒนธรรมเหมือนที่ผ่านมา เพราะปัจจุบันเด็กไทยมีจุดเด่นเรื่องการปรับตัวเข้าสู่สังคมได้ดี แต่มีจุดด้อยเรื่องขี้เกียจ รักความสะดวกสบาย

               นอกจากนี้เด็กไทยยังขาดความรู้เรื่องอาเซียนที่จะนำมาสู่ การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ โดยส่วนใหญ่รู้จักแค่ธง การแต่งกายของแต่ละชาติ ขณะที่ในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เช่น ลาว เวียดนาม ตามเข้ามาเอาสิ่งที่เด็กไทยมีไปสร้างคุณค่าให้แก่ตัวเอง เช่น การเข้ามาเรียนอาชีวะ เพื่อเป็นแรงงานด้านทักษะฝีมือที่อนาคตเชื่อว่าต้องมีความสำคัญมากๆ  ดังนั้นการไม่เตรียมความพร้อมด้านการแข่งขันอาจทำให้เด็กไทยจำนวนมากต้องตกงานเมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน

 

.............................................................

(หมายเหตุ : ภาพจาก http://www.healthygamer.net )