
ชูสมุนไพรไทยแชมเปี้ยน5ชนิด
ชูสมุนไพรไทยแชมเปี้ยน 5 ชนิด เตรียมดันสู่ตลาดโลกเป็นอีกหนึ่งสินค้ามีชื่อเสียงของไทย ด้านภูเก็ตติวเข้มการรักษาโรคด้วยสมุนไพรตามบัญชีหลักแห่งชาติ
วันที่ 9 ม.ค. 2556 นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานสมาพันธ์สุขภาพและความงามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีสมุนไพรที่มีสรรพคุณที่ดีมากมายหลายชนิด แต่จากการที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หารือร่วมกับนักวิชาการและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องได้มีการคัดเลือกสมุนไพรไทยที่จัดเป็นแชมเปี้ยน 5 ชนิด ได้แก่ กวาวเครือขาว บัวบก กระชายดำ ไพลและลูกประคบ โดยพิจารณาจากการที่สามารถปลูกได้ง่าย เป็นที่รู้จักทั่วโลก และมีอนาคตเนื่องจากมีการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย
นายนาคาญ์ กล่าวอีกว่า กวาวเครือขาวเป็นที่รู้จักในต่างประเทศค่อนข้างดี อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นกวาวเครือจำนวนมาก ซึ่งกวาวเครือขาวจะให้สาระสำคัญที่เรียกว่าไฟโตเอสโตรเจน(phytoestrogens) ซึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง เพราะฉะนั้น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนการเสริมฮอร์โมนในรูปแบบนี้จะมีความปลอดภัยมากกว่าฮอร์โมนสังเคราะห์ นอกจากนี้ ในเครื่องสำอางหลายชนิดของยี่ห้อที่มีชื่อเสียงจะใช้สารสกัดกวาวเครือขาวในผลิตภัณฑ์ ส่วนใบบัวบก เป็นสมุนไพรที่ใช้ในทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสำอางเกือบทุกชนิดในโลกใช้สารสกัดจากบัวบกเป็นส่วนผสม เพราะบัวบกทำหน้าที่ในการป้องกันการแพ้เครื่องสำอาง ช่วยเรื่องการบำรุงผิว บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย และแก้เมื่อยล้า ดังนั้น หากมีการปลูกอย่างมีคุณภาพจะเป็นสมุนไพรที่มีความต้องการในตลาดโลกสูง
ประธานสมาพันธ์ฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับกระชายดำ ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของบำรุงร่างกายเพศชายเท่านั้น แต่มีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่ามีฤทธิ์ในการลดน้ำหนัก และบำรุงผิวในสุภาพสตรีด้วย อีกทั้ง กระชายดำเป็นภาพลักษณ์เฉพาะเนื่องจากไม่ได้มีในหลายประเทศ แต่ในประเทศไทยมีความโด่งดังจึงคิดว่าสมุนไพรชนิดนี้มีอนาคตไกลและ จ.เลย เป็นจังหวัดที่มีกระชายดำมีชื่อเสียง สายพันธุ์ที่ดี ขณะที่ไพล เมื่อนำมาทำให้อยุ่ในรูปแบบของครีมจะมีสรรพคุณคล้ายกับบัวหิมะของจีน สามารถแก้เรื่องการอักเสบ ไฟไหม้น้ำร้อนลวกและการปวดข้อเข่า กระดูกต่างๆ และลูกประคบ จะมีการรวมใช้สมุนไพรหลากหลาย มีกลิ่นหอม และสปาไทยทุกแห่งจะมีกลิ่นนี้ซึ่งเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย โดยปกติมีการใช้ด้วยการนึ่งและนวดประคบ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาให้ใช้ง่ายขึ้นในรูปแบบของครีม
'ในเรื่องการผลักดันจะมีการนำสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดเสนอต่อ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมสมุนไพรดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตที่เก่งแต่ไม่เก่งในเรื่องของการตลาด หากทำให้การตลาดสมุนไพรดีขึ้น มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยจะเพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม อนาคตเชื่อว่ากรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯจะประสานผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องให้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกสมุนไพรภายใต้การควบคุมคุณภาพ เช่น ปลูกในภาวะเช่นไร เก็บเกี่ยวช่วงเวลาไหนและจำหน่ายราคาเท่าไหร่ เพราะหากไม่มีการควบคุมการปลูกบางครั้งมีการใช้สารเคมี สมุนไพรที่นำมาใช้ก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย' นายนาคาญ์กล่าว
สสจ.ภูเก็ตติวเข้มการรักษาโรคด้วยสมุนไพรตามบัญชีหลักแห่งชาติ
ขณที่ห้องประชุมมะฮอกกานี โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต นายบัญชา ค้าของ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ เรื่อง การรักษาโรคด้วยสมุนไพร เพื่อให้ความรู้เรื่องการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรในบัญชีหลักแห่งชาติ โดยเน้นการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคกล้ามเนื้อและโครงสร้าง อันเป็นผลมาจากการที่ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตได้จัดทำ CPG หรือ แนวทางเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทยในโรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ กับโรคระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้าง โดยมีแพทย์ เภสัชกร พยาบาล พยาบาลเวชปฏิบัติ แพทย์แผนไทย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม จำนวน 50 คน
นายบัญชา ค้าของ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายยาแห่งชาติ ในปี 2553 พบว่า คนไทยบริโภคยาคิดเป็นมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท เกือบทั้งหมดเป็นยาแผนปัจจุบันที่ต้องนำเข้าสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์ยาต่างประเทศ นอกจากจะเป็นภาระทางเศรษฐกิจสูงแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถพึ่งพิงตนเองได้ในระยะยาว ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในลักษณะของสมุนไพรและยาไทยอยู่เป็นจำนวนมาก จากข้อมูลดังกล่าวทำให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เห็นความสำคัญและมีการพัฒนายาไทยและสมุนไพร รวมทั้งสนับสนุนการใช้มาตั้งแต่ปี 2550 โดยกำหนดตัวชี้วัดเรื่องร้อยละของผู้ป่วยนอกที่ได้รับบริการการแพทย์แผนไทย และมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐทุกระดับ และในปีงบประมาณ 2556 กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้กำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับการบริการแพทย์แผนไทยว่าร้อยละ 14 ของผู้ป่วยนอกจะได้รับบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่ได้มาตรฐาน และมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 4
'ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะพึ่งพายาแผนปัจจุบัน ซึ่งในแต่ละปีจะมีมูลค่าค่อนข้างมาก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข จึงกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบเพื่อลดการใช้ยาและมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนการใช้สมุนไพรเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับวิทยากรที่มาให้ความรู้ คือ นพ. ฉัตรชัย สวัสดิไชย นายแพทย์เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลพระปกเกล้า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพร ซึ่งปัจจุบันหาได้น้อยมาก จะทำให้เห็นมุมมองระหว่างการใช้ยาสมุนไพรและยาแพทย์แผนปัจจุบันที่มีความกลมกลืนมากขึ้น รวมทั้งยังทำให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องและถูกวิธี ทำให้ดูแลผู้ป่วยได้อย่างครบวงจรหรือบูรณาการ ระหว่างแพทย์แผนไทยกับแพทย์แผนปัจจุบัน'
นายบัญชา กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดภูเก็ตได้ตั้งเป้าที่จะพัฒนาการใช้สมุนไพรให้ครอบคลุม ภายใต้เป้าหมายหลักคิดที่ว่า เมื่อผู้ป่วยเข้ามาโรงพยาบาลเน้นรักษาแบบแพทย์ตะวันตก ใช้ยารักษาแผนปัจจุบัน แต่กรณีของสถานพยาบาลที่ไม่มีแพทย์ คือ สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นจุดที่จะสามารถพัฒนาแพทย์แผนไทยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นการทำให้สถานีอนามัยมีคุณค่าในการให้บริการผู้ป่วย และในอนาคตอาจจะมีผู้ที่สนใจที่จะรับการรักษาแบบแพทย์แผนไทยที่สถานีอนามัยมากขึ้น เพราะมีบริการที่ครบวงจรและมีมาตรฐาน
อย่างไรก็ตามจะเน้นให้สถานีอนามัยทุกแห่งขับเคลื่อนการใช้ยาสมุนไพรตามนโยบาย ซึ่งมีบัญชีรายการยากว่า 20 ชนิด ตามกรอบของกระทรวง และในโรงพยาบาลของรัฐก็มีแผนกแพทย์แผนไทยที่ให้บริการประชาชน ทั้งเรื่องของยาสมุนไพรและการนวดประคบ เพียงแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้ป่วยมากนัก เพราะส่วนใหญ่เน้นการรักษาตามแผนปัจจุบัน แม้ว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น คนไข้ติดเชื้อไวรัส ไวรัสลงตับ มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งบางคนรักษาหายได้หรืออาการดีขึ้นจากการใช้ยาสมุนไพร จึงถือได้ว่ายาสมุนไพรจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคได้ในอนาคต



