ไลฟ์สไตล์

แรงงานไทยขาขึ้น'เรียนรู้-รอด'ในปี56

แรงงานไทยขาขึ้น'เรียนรู้-รอด'ในปี56

09 ม.ค. 2556

แรงงานไทยขาขึ้น เรียนรู้ รอด ในปี 2556 : โดย... ทีดีอาร์ไอ

               ทีดีอาร์ไอสรุปไฮไลท์แรงงานไทยเป็นช่วงแรงงานไทยขาขึ้น เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ของโครงสร้างตลาดแรงงานไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในปี 2555 เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งผู้ประกอบการและตัวแรงงาน พร้อมโอกาสที่มีมาต่อเนื่องจากแรงกดดันตลาดแรงงานเสรีในประชาคมอาเซียน ทั้งนายจ้างลูกจ้างต้องปรับตัว เรียนรู้ จึงอยู่รอด ที่สำคัญทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักเศรษฐกิจแรงงานราคาถูก สู่การใช้แรงงานที่มีความรู้ความสามารถในปี 2556

               ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แนวโน้มการจ้างงานยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะสาขาการก่อสร้าง หรืออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานแบบเข้มข้น เช่น สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ตัดเย็บกระเป๋า รองเท้า ฯลฯ ซึ่งมีภาวะการเข้าออกสูง จึงมีความต้องการแรงงานต่อเนื่อง และยังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ผลจากการปรับขึ้นค่าจ้างตามนโยบายค่าจ้าง 300 บาทของรัฐบาลรอบแรกเมื่อเดือนเมษายน ดึงดูดให้มีคนเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ทำให้สถานการณ์ตึงตัวของตลาดแรงงานผ่อนคลาย

                 "ขาดแคลนแรงงานเชิงคุณภาพ  ขณะที่แรงงานในสายอาชีวศึกษามีความต้องการสูงมาก ซึ่งเกิดขึ้น 2 ช่วง ช่วงแรกปรับค่าจ้าง 300 บาทรอบแรก ทำให้ธุรกิจต่างๆ ปรับขบวนการใช้แรงงานระหว่างปี มีการเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต ตัวเลขจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงานระบุว่าเพิ่มสูงถึง 8% จากอดีตอยู่ในระดับ 3-4%

               และภาคอุตสาหกรรมมีการปรับประสิทธิภาพการผลิตส่วนช่วงที่สอง หลังจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ต่อเนื่องถึงปี 2555 ภาคธุรกิจเริ่มฟื้นตัวกลับมาผลิตเพิ่มได้เต็ม 70-80% ทำให้เกิดความต้องการแรงงานมากผิดปกติ โดยเฉพาะสายวิชาชีพ มากขึ้นปรากฏเด่นชัดสายยานยนต์ ที่รับเพิ่มนับหมื่นคน"

               ก้าวสู่ปี 2556 ดร.ยงยุทธ  สะท้อนว่า สิ่งที่ยังน่าวิตก คืออัตราการว่างงานของผู้มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากนโยบายปรับอัตราเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท แม้จะบังคับใช้ในภาคราชการแต่มีผลกระทบกับตลาดแรงงานภาคเอกชนที่ผู้ประกอบการขนาดกลางลงมาไม่สามารถจ้างแรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปได้มากนัก แต่เน้นการใช้คนเดิมมากกว่าการจ้างคนใหม่ ขณะที่ในภาคราชการจะมีผู้จบการศึกษาปริญญาบัตรทั้งคนเก่าและผู้จบใหม่จะแข่งขันกันเข้าเป็นข้าราชการ ซึ่งก็รับได้จำนวนไม่มาก ดังนั้นโอกาสการมีงานทำของแรงงานปริญญาบัตรจึงไม่สดใสนัก ขณะที่ในกลุ่มผู้จบใหม่ก็มีต้นทุนในการศึกษาต่อระดับสูงกว่าปริญญาตรีแพงมาก ตั้งแต่หลักหลายแสนบาทจนถึงหลักล้านบาท

               สำหรับอุตสาหกรรมบางสาขาที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าว นับจากวันที่ 14 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้แรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่ โดยไม่เปิดให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวเพิ่มอีกต่อไป โดยให้แรงงานเก่าที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วและยังมีการจ้างงานอยู่ เมื่อหมดสัญญาก็จะต้องกลับออกไปก่อน หากประสงค์จะทำงานค่อยยื่นขอกลับเข้ามาอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนนายจ้างสูงขึ้น แต่เกิดความโปร่งใสและสามารถบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองแรงงานได้ดีกว่าเดิม และสิ่งที่นโยบายเร่งรัดกว่าเดิมคือการนำเข้าแรงงานแบบจีทูจีจากบางประเทศในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งค่าจ้างแรงงานยังต่ำกว่าไทย เพื่อมาทดแทนแรงงานที่ขาด คนเก่าที่ผิดกฎหมายและถูกผลักดันกลับออกไป

               "เป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่ต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการคนมากกว่าเดิม หากคิดว่าต้นทุนการนำคนเข้ามาทำงานแพงขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะต้องคิดปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตโดยการใช้แรงงานต่างด้าวน้อยลงใช้แรงงานไทยมากขึ้น ฉะนั้นอุตสาหกรรมทั้งหลายจึงจำเป็นต้องหาทางที่จะเพิ่มผลิตภาพแรงงานอย่างไม่มีทางเลี่ยง อีกทั้งกระแสการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีก็กดดันให้มีการปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งผลิตภาพแรงงานจะเป็นปัจจัยสำคัญ"

               ทว่าเมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม 2556 ปรับค่าจ้างขึ้นต่ำวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ข้อเสนอคือในช่วงที่จะไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างต่อไปอีก 2 ปี (2557-2558) รัฐบาลควรมีมาตรการเข้าไปช่วยในการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพื่อให้ปรับตัวอยู่รอดได้ สำหรับคนที่ไม่ไหวก็ควรให้ความรู้เพื่อตั้งตัวเปลี่ยนธุรกิจใหม่ได้ สร้างโอกาสเป็นเถ้าแก่ให้มากขึ้น นอกจากนี้นโยบายสร้างงานขนาดใหญ่ควรเน้นการให้คนไทยเข้ามาทำงานให้มากที่สุด หากจะมีมาตรการช่วยเหลือด้วยการลดการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามที่ภาคธุรกิจเรียกร้องก็ไม่ควรลดเกิน 2% และมีกำหนดระยะเวลาชัดเจนเฉพาะในช่วง 2 ปี ที่ไม่มีการปรับค่าจ้าง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับกรณีชราภาพซึ่งเป็นเงินออมของผู้กันตนในระยะยาว

               ไม่เพียงเท่านั้นนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทและเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ทำให้ประเด็นเรื่องแรงงานมีการพูดถึงมาตลอดในช่วงปี 2555 เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ต่อเนื่องไปถึงปี 2556 เนื่องจากมีผลกระทบกับแรงงานสูงในรอบเกิน 10 ปี มีการรื้อโครงสร้างตลาดแรงงานก่อผลกระทบกว้างขวางในสังคมและทำให้เรื่องแรงงานเป็นที่สนใจในสังคม ทำให้ภาคแรงงานมีความเข้มแข็งขึ้น สมรรถนะแรงงานไทยดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีการใช้แรงงานความรู้สูงเพิ่มมากขึ้น

               แรงงานไทยมาถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องขยับหนีการใช้ฐานเทคโนโลยีต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ สมรรถนะต่ำ ค่าจ้างแรงงานต่ำ ออกจากกับดักมาสู่ความท้าทายใหม่ ที่ต้องนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ทุกรูปแบบ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในตลาดเสรี ที่ไม่ใช่แค่ในประเทศอีกต่อไป จึงเป็นอีกจังหวะก้าวของแรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี จะสามารถก้าวมาเป็นผู้ประกอบการได้มากขึ้น

 

.................................................
(แรงงานไทยขาขึ้น เรียนรู้ รอด ในปี 2556 : โดย... ทีดีอาร์ไอ )