ไลฟ์สไตล์

'พงศ์เทพ'แนะผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน

'พงศ์เทพ'แนะผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน

07 ม.ค. 2556

รมว.ศึกษาธิการ จัดถก 'ผลกระทบของประชาคมอาเซียน(AEC)ต่อระบบการศึกษาไทย' แนะต้องผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน พร้อมรับดูแลครูล้น เสนอตัวเป็นเจ้าภาพวางเป้าผลิตครู

               วันที่ 7 ม.ค. 2556 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง 'ผลกระทบของประชาคมอาเซียน(AEC)ต่อระบบการศึกษาไทย' ในงานสัมมนาทางวิชาการของครูและอาจารย์แนะแนวทั่วประเทศ ประจำปี 2556 ตอนหนึ่งว่านักเรียนได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากการเปิดประชาคมอาเซียน แต่ฝากครูแนะแนวช่วยศึกษาว่ามีกฎหมายอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อนักเรียนจากการเปิดประชาคมอาเซียนด้วยหรือไม่ เพื่อจะได้แนะนำให้กับนักเรียน ได้ทราบ และสิ่งสำคัญที่ครูและอาจารย์แนะแนวจะต้องแนะนำกับนักเรียนคือการเลือกเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในสาขาที่นักเรียนถนัด เป็นสาขาที่ประเทศขาดแคลนและเป็นความต้องการของประเทศด้วย โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ สาขาคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อที่บัณฑิตจบออกมาจะได้มีงานทำ และไม่ตกงานเหมือนปัจจุบันนี้

               ทั้งนี้ สำหรับการเปิดประชาคมอาเซียนทำให้มีบริษัทหรือผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความต้องการแรงงานในประเทศน้อยลง แต่เชื่อมั่นว่าแม้สถานประกอบการจะไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ยังต้องการบัณฑิตไทยที่มีคุณภาพ เพื่อไปทำงานให้ เพราะมั่นใจในคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้น มหาวิทยาลัยยังจำเป็นจะต้องผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน และสถานประกอบการต้องการมากขึ้น ไม่ใช่ผลิตเฉพาะสาขาที่ตนถนัด และจบออกมาไม่มีงานทำ

               นอกจากนี้การผลิตบัณฑิตนั้นไม่ใช่ผลิตออกไปเป็นลูกจ้างอย่างเดียว แต่จะต้องผลิตออกไปเป็นผู้ประกอบการด้วย เพราะรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่มากขึ้น โดยมีโครงการ กองทุนตั้งตัวได้สนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ เน้นไปที่กลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่เกิน5 ปี เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

 

'พงศ์เทพ'เสนอตัวเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาครูล้น


               ด้านกรณีการผลิตบัณฑิตคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ที่มีมากในแต่ละปีว่า ตัวเลขการผลิตครูที่ทางที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(สคศท.)เสนอมากับข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)มีอยู่ยังไม่ตรงกัน แต่สิ่งที่พบเหมือนกัน คือ ข้อมูลการผลิตครูของมหาวิทยาลัยต่าง  ๆ มีจำนวนเกินความต้องการ และหากรวมกับข้อมูลผู้ที่จบครูก่อนหน้านี้ยิ่งมากเกินไป

               ดังนั้น ถ้าจะยังผลิตเพิ่มอีกจำนวนบัณฑิตจะล้นจำนวนงานที่รับได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้เรียนและอาจส่งผลต่อคุณภาพของผู้ที่จะเข้าไปเรียนลดลงด้วย  มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ผลิตครูต้องมาหารือกันว่าจะผลิตครูในละปีจำนวนเท่าไหร่ สาขาไหนบ้าง และสถาบันไหนจะผลิตครูบ้าง โดยศธ.จะเป็นเจ้าภาพหลักในการหารือเรื่องนี้ นอกจากนี้จะต้องดูเรื่องของการผลิตครูในโครงการครูมืออาชีพด้วยที่จะต้องปรับการดำเนินการต่าง ๆใหม่ให้เหมาะสม รวมทั้งจะต้องให้ทุนและประกันการมีงานทำด้วย เพราะสาขาที่ให้ทุนนั้นเป็นสาขาที่ขาดแคลน อย่างไรก็ตามศธ.คงจะต้องเร่งดำเนินการสรุปข้อมูลทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันก่อนที่จะมีการปิดรับนิสิตนักศึกษาศึกษา 2556

               นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่กลุ่มตัวแทนข้าราชการอาจารย์ และเจ้าหน้าที่สังกัดมหาวิทยาลัย จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ประสานมิตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.)และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ขอให้ปรับเงินเดือนให้เท่ากับครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้น ตนคงจะต้องขอไปดูรายละเอียดต่าง ๆก่อนว่าเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องที่กลุ่มอาจารย์ขอจัดทำแท่งเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นเอกเทศ ไม่ต้องอิงกับแท่งเงินเดือนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องดูรายละเอียดต่าง ๆเช่นกันว่าจะสามารถทำได้หรือไม่อย่างไร

               ด้านรศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มก. กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องมาดูแลบุคลากรทุกแท่งและทั้งระบบให้เท่าเทียมกัน อย่างเช่นเงินเดือน ไม่เช่นนั้นถ้าใครได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างหรือน้อยกว่าจะออกมาเรียกร้องตลอด หรือที่ว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ จนไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการศึกษา

---------------------------------------------------------------------------------------------------
( หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว )