ไลฟ์สไตล์

หวั่น'ค่าจ้าง300'กระทบแรงงานเกษตร

หวั่น'ค่าจ้าง300'กระทบแรงงานเกษตร

07 ม.ค. 2556

สศก.ประเมินค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท หวั่นแรงงานภาคเกษตรขาดแคลน : ทีมข่าวเกษตร ... รายงาน

                          จากนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งได้มุ่งเน้นไปที่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมนั้น ขณะนี้ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมที่แบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหวจนต้องมีการปลดพนักงานไปบ้างแล้ว ในส่วนของภาคเกษตรถึงแม้ไม่ได้มีผลโดยตรงแต่ก็อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางอ้อมไม่ได้

                          อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า แม้การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะมีผลเฉพาะแรงงานในภาคอุตสาหกรรม และไม่ได้กล่าวถึงแรงงานในภาคเกษตรก็ตาม แต่แรงงานที่เกษตรกรจ้างก็มีความต้องการปรับค่าจ้างให้เท่ากับแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่จ้างแรงงานทั้งที่เป็นแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว ที่สำคัญปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรที่เป็นปัญหาใหญ่อยู่ในขณะนี้ อาจจะยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้นเมื่อแรงงานในภาคเกษตรไหลไปสู่แรงงานภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตอื่นมากขึ้น

                          "สาเหตุหลักๆ ที่ส่งผลให้แรงงานในภาคเกษตรขาดแคลนนั้น ประกอบด้วย 3 D ได้แก่ Dangerous (อันตราย) Dirty (สกปรก) Difficult (ยาก) แม้กระทั่งแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนมาทำงานเป็นแรงงานภาคเกษตร แต่เมื่อมีโอกาสก็จะเคลื่อนย้ายไปยังภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตอื่นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงงานภาคเกษตรขาดแคลนเพิ่มขึ้น"

                          อภิชาตเผยต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร และพยายามแก้ไขปัญหานี้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานคน แต่มีอุปสรรคติดขัดในเรื่องของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย พื้นที่ทำกินเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยไม่ติดกันเป็นผืนใหญ่ ทำให้ยากต่อการนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าไปดำเนินการ ซึ่งโครงการปฏิรูปที่ดินหรือการจัดรูปที่ดินก็น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาวและช่วยให้การนำเครื่องจักรกลการเกษตรไปใช้ในพื้นที่เกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย หรือการสร้าง Smart Farmer ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ในการทำให้เกษตรกรเป็นผู้มีความรู้ มีความสามารถในการจัดการพื้นที่เกษตรรวมถึงการบริหารจัดการแรงงานได้ด้วย

                          อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ภาคเกษตรในภาพรวมยังไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เพราะในส่วนของพืชหลัก เช่น ข้าว ในพื้นที่ภาคเกษตรเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้รถเกี่ยวข้าวจึงไม่มีปัญหาจ้างแรงงาน จะมีก็แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะในพื้นที่ติดชายแดนที่อาจมีการจ้างแรงงานต่างด้าวบ้างในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตซึ่งอาจจะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องค่าจ้างแรงงาน ส่วนยางพาราไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเกษตรกรเจ้าของสวนยางจะแบ่งปันผลประโยชน์กับแรงงานรับจ้างกรีดยาง แบ่งเปอร์เซ็นต์กันตามแต่ตกลง

                          เลขาธิการ สศก.กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ที่จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรนั้น สามารถแก้ได้ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้นั่นก็คือ การพึ่งพาตนเองและแรงงานในครอบครัวก่อนที่จะพึ่งพาแรงงานภายนอก ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างแรงงานได้ด้วย ส่วนเรื่องการพึ่งพาเครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานคนนั้น ก็สามารถทำได้ด้วยการรวมกลุ่มเกษตรกรหรือตั้งเป็นสหกรณ์ ร่วมกันซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมาเป็นของส่วนรวมและหมุนเวียนกันใช้ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้มีเครื่องมือใช้ในการทำการเกษตรเพิ่มผลผลิตและลดปัญหาขาดแคลนแรงงานได้เป็นอย่างดี

                          ด้าน ทวีศักดิ์ สุทิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ปุ๋ยศักดิ์สยาม กรุ๊ป มองว่าการขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาทของรัฐบาลมีผลกระทบต่อธุรกิจการผลิตปุ๋ยอย่างแน่นอน อย่างน้อยราคาปุ๋ยก็เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4-5% จากปกติ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะลงทุนในเรื่องเครื่องจักรเพิ่มแทนการจ้างแรงงาน แม้จะต้องจ่ายเงินไปก่อนก็ตาม แต่ถ้ามองในระยะยาวถือว่าคุ้มกว่า ในขณะที่ค่าแรงเพิ่มแต่เนื้องานก็ยังได้เท่าเดิม

                          "เท่าที่พูดคุยในกลุ่มสมาชิก ใครที่พอมีกำลังหน่อยก็จะสั่งเครื่องจักรมาเพิ่มแทนการจ้างแรงงานหรือไม่ก็จ้างรายเหมาเป็นชิ้นงานไป ไม่ต้องมาจ้างรายวัน วันนี้อยู่ที่ 170-180 บาทแล้วมาเพิ่มเป็น 300 แต่เนื้องานเท่าเดิม นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น" นายกสมาคมการค้าปุ๋ยกล่าวพร้อมย้ำว่า จากนี้ไปผู้ประกอบจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องการบริหารจัดการเข้มงวดเพิ่มขึ้นเพื่อประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นทางเลือกเดียวที่จะให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้

 

--------------------

มั่นใจค่าแรงส่งผลดีชีวิตแรงงาน

 

                          ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งเห็นด้วยต่อนโยบายปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท เชื่อจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่แรงงานดีขึ้นและจำต้องเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก

                          บุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) หรือ TRS ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของภาคใต้ เปิดเผยว่า สำหรับโรงงานที่มีขนาดใหญ่ หรือมีแรงงานตั้งแต่ 100-1,000 คนขึ้นไป ส่วนใหญ่ได้มีการปรับขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท ตั้งเมื่อกลางปี 2555 ที่ผ่านมา เพื่อให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยดูได้จากประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงวันละ 400-500 บาทขึ้นไปแล้ว ซึ่งหากโรงงานใดไม่ยอมปรับเปลี่ยนค่าแรง ท้ายสุดคนงานก็จะหนีไหลออกไปหมด และเมื่อเทียบกับผลกำไรแล้วถือว่ายังคงคุ้มค่า

                          นอกจากนั้นก็เป็นการช่วยให้แรงงานมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพได้ปรับตัวสูงขึ้งล่วงหน้าไปอย่างมากแล้ว และลำพังรายได้ที่รวมๆ กันแล้วไม่ถึงเดือนละ 1 หมื่นบาทในเวลานี้ จึงไม่อาจทำให้แรงงานพัฒนาก้าวไกลไปได้มากนัก ซึ่งเป็นความจริงที่ต้องยอมรับและต้องเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอยู่แล้วอย่างหลีกหนีไม่พ้น เพียงแต่โรงงานที่มีขนาดใหญ่ก็ต้องปรับตัวรองรับสถานการณ์ พร้อมกับหาทางลดต้นทุนในด้านอื่นๆ ลงไปเพื่อให้กิจการสามารถคงอยู่ต่อได้ รวมทั้งพัฒนาแรงงานให้มีศักยภาพในการผลิตสูงมากขึ้น

 

--------------------

(สศก.ประเมินค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท หวั่นแรงงานภาคเกษตรขาดแคลน : ทีมข่าวเกษตร ... รายงาน)