
ดร.จำเนียรชี้กทม.จะน่าอยู่ต้องมี3อย่าง
ดร.จำเนียร เลขาธิการสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ชี้ กทม. จะน่าอยู่ต้องมี 3 อย่าง 1.มีพื้นที่สีเขียว 2.มีน้ำสะอาด 3.อากาศดี
วันที่ 4 ม.ค. 2556 ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ เลขาธิการสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สภาพการณ์พื้นที่เขียวในกรุงเทพมหานครน่าวิตกมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลพื้นที่สีเขียวของคนกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 5 ตารางเมตรต่อคน หากเปรียบเทียบกับเมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย มีพื้นที่สีเขียว 32 ตารางเมตรต่อคน และหากเปรียบเทียบกับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น อาคาร บ้านเรือน อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นคนไทยไม่ควรภาคภูมิใจ ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรุงเทพมหานครควรรีบเร่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ทั้งนี้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ใช่การปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ เพราะพันธุ์ไม้เหล่านี้ไม่สามารถกรองอากาศได้ ต้องเน้นปลูกต้นไม้ใหญ่ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มพันธุ์สัตว์ ซึ่งเป็นข้อดีจะช่วยให้ประชาชนที่อยากเห็นความหลากหลายทางชีวภาพไม่จำเป็นต้องไปถึงเขาใหญ่หรือเขาเขียว และที่สำคัญต้องเพิ่มจำนวนสวนสาธารณะให้กระจายทั่วกรุงเทพฯ ให้ประชาชนสามารถเดินทางไปถึงได้ภายใน 15-20 นาที
'
จากการประเมินด้วยสายตากรุงเทพฯ จะเน้นปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ซึ่งเสียงบประมาณไปจำนวนมาก แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากความสวยงาม เห็นได้จากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 54 ช่วยอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่หากเรามีพื้นที่สีเขียวมากกว่านี้น้ำท่วมจะไม่เกิดขึ้นเลย สรุปคือถ้าอยากให้กทม.น่าอยู่ต้องมี 3 อย่างคือ 1.มีพื้นที่สีเขียว 2.มีน้ำสะอาด 3.อากาศดี' ดร.จำเนียร
ดร.จำเนียร กล่าวต่อว่า ส่วนมลภาวะด้านเสียงขณะนี้ที่น่าเป็นน่าห่วงมากที่สุดคือ เสียงรถยนต์ เพราะด้วยจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น เรือ อุตสาหกรรมเล็กๆ น้อยๆ ไม่สามารถจะไปตรวจสอบได้ มาตราการที่สำคัญที่สุด 1.กรุงเทพฯ ต้องใช้ฝังเมืองให้มีประสิทธิภาพ เพราะในระยะหลังอุตสาหกรรมมีความพยายามลดพื้นที่สีเขียว บวกกับไม่มีการบังคับใช้ฝังเมืองอย่างจริงจัง ต้องให้ผู้ประกอบการเอาใจใส่บังคับใช้ด้วย
2.มาตราการทางกฎหมาย เช่น พรบ.รักษาความสะอาดซึ่งมีอยู่แล้ว เช่น ลำน้ำ คูคลอง ขยะ ขอให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ถ้ามีการบังคับใช้เพียงครึ่งเดียวของกฎหมาย สถานการณ์จะไม่ยับเยินถึงขนาดนี้ และ 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ผ่านมาผู้บริหารกรุงเทพฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง แผนพัฒนาอย่างเต็มที่ ไม่มีส่วนในการติดตามผลการปฏิบัติงาน ไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของกรุงเทพฯ ได้
' น่าเสียดายมากที่เราเสียเวลา 12 ปีที่ผ่านมา เพราะตอนนั้นเสียงของประชาชนมีความหมายมาก แต่ตอนนี้น้อยลง ฉะนั้นกรุงเทพฯ ต้องเปิดเวทีให้ประชาชนร่วมปฏิบัติด้วย เพราะตอนนี้เขาทำแบบไร้ทิศทางโดยขาดการสนับสนุนจากผู้นำของเมือง หากอยากให้เมืองน่าอยู่ กทม.ต้องคิด และขอให้ถามด้วยว่า คนกทม.ยิ้มน้อยลงเพราะพื้นที่สาธารณะน้อยลงหรือไม่ คนในกทม.เป็นคนแปลกหน้ากันหมด เพราะขาดการมีส่วนร่วม ถ้าจะทำให้เมืองไทยเป็นเมืองยิ้มอย่างที่เขาเรียกขานกัน กทม.ต้องทำนโยบายข้างต้นทั้งหมด เพียงเท่านี้เชื่อว่า กทม.น่าอยู่แน่นอน' ดร.จำเนียร
...................................................................................................
( หมายเหตุ : ภาพจาก http://www.healthcorners.com )



