
ความเงียบคือความงาม ณ ราไวย์
ความเงียบ คือ ความงาม เช่นนี้กระมัง จึงเกิดคำที่ไพเราะคำหนึ่งคือ สงบงาม หรือ tranquility ภาษาอังกฤษคำนี้ยังแปลได้ว่าราบรื่น เยือกเย็น ก็จริงไหมล่ะ ว่าความสงบงามนำความราบรื่น เยือกเย็นสู่ใจเรา ในท่ามกลางสารพัด เสียง แห่งโลกยุคดิจิทัล ที่รุกโรมโจมตีโส
บางที ความเงียบและสงบงามยามเช้าของหาดมิตรภาพ (Friendship beach) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวหาดราไวย์ บันดาลใจให้ผมรู้สึกเช่นนั้น จึงไม่รู้สึกเหนื่อยกับการเดิน แม้จะต้องเร่งฝีเท้าให้ทันดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า ตรงจุดที่มีเรือประมงชาวบ้านจอดอยู่พอดี เอ่ยชื่อ “ราไวย์” คนภูเก็ตรุ่นใหม่อาจรู้สึกเฉยๆ กระทั่งบางคนบอกเชย เพราะเป็นชายหาดเก่าแก่สมัยคุณปู่คุณย่าพากันมาตากอากาศ ด้วยเป็นหาดที่อยู่ใกล้ตัวเมืองภูเก็ตที่สุด ขณะที่หาดป่าตอง กะตะ กะรน แหลมพรหมเทพ ยังมีแต่ทางลูกรังที่ไปถึง “ราไวย์” จึงเป็นทั้งสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ที่กินข้าว แหล่งรวมญาติ กระทั่งเป็นหาดรับแขกที่เชิดหน้าชูตาคนภูเก็ต ชนิดที่รับแขกจากสนามบินก็พาไปอวดราไวย์ให้ตะลึงกันไปเลย กองถ่ายหนังทั้งฝรั่งและไทยหลายเรื่องที่ใช้ราไวย์เป็นโลเกชั่น
คุณดลษิลักษณ์ มรกตวิศิษฏ์ ชาวภูเก็ตโดยกำเนิด คุณแม่ของคุณบี - เพ็ญพัฒน์ ผู้ประสานงานกลุ่ม “สห+ภาพ” [Foto United] ชุมชนคนรักการถ่ายภาพ เล่าให้ฟังว่า สมัยยังเด็กจะไปราไวย์กันแบบครอบครัว นั่ง “โพท้อง” (รถสองแถวเอกลักษณ์ชาวภูเก็ต) ไปด้วยกัน 2-3 คัน ตอนนั้นราไวย์ยังไม่มีร้านอาหาร แต่ไม่ต้องเตรียมกับข้าวไป เอาไปแต่ข้าวกับเตาไฟเท่านั้น เพราะกับข้าวหาได้ตามชายหาด อย่าง “หอยทราย” เอานิ้วเขี่ย ๆ ก็เก็บมากินได้ง่าย เอามาผัดกับผักลิ้นห่าน ที่เก็บเอาตามชายหาดเช่นกัน ใส่เครื่องปรุงนิดหน่อย....ร่อยได้แรงอก (อร่อยสุดๆ)
“...คุณลุงของดิฉันเดินเล่นแถวแหลมกาที่ราไวย์ เห็นกุ้งมังกรว่ายอยู่ตามโพรงหิน ท่านเอาไม้เท้าแหย่ๆ ไปในโพรง เดี๋ยวเดียวเราก็ได้กินกุ้งมังกรย่างกันบายเจิย (สบายใจ) แล้วยังมีหอยตาวัว เอามาเผากินอร่อย แต่เดี๋ยวนี้เขาเก็บมาทำซูวีเนียร์กันหมดแล้ว...”
“ราไวย์” เป็นชายหาดทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต หันหน้าเข้าหาชายฝั่งจังหวัดกระบี่ จึงจัดเป็น “เลใน” หรือทะเลอันดามันฝั่งใน คลื่นลมไม่แรง ไม่อันตราย จึงเป็นที่ฝึกว่ายน้ำของเด็กในตัวเมืองภูเก็ต ยุคที่ยังไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มี “มัลติเพล็กซ์” พอเสาร์-อาทิตย์ พ่อแม่จะกระเตงลูกไปราไวย์ ปล่อยลูกเล่นน้ำแล้วตัวเองนอนผึ่งพุงตากลมได้ “ทุกวันนี้ เวลาเราจะรวมญาติ เรายังคิดถึงราไวย์ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ยังนัดกันเอาอาหารไปปูเสื่อทานกันที่ราไวย์หลายคันรถ วันก่อน ลูกสาวยังพาดิฉันมาทานอาหารทะเลที่ราไวย์อยู่เลยค่ะ” น้ำเสียงและแววตาปีติของคุณดลษิลักษณ์ บ่งบอกความทรงจำอันงดงามที่ราไวย์
แต่ในความเป็นจริง อดีตของราไวย์ย้อนไปไกลกว่านั้น เพราะความที่เป็น “เลใน” จึงเป็นจุดจอดเรือพักแรมและหลบพายุฝนจุดหนึ่งของ “ชาวเล” (Sea Gypsy) ในฤดูมรสุม ก่อนจะสัญจรร่อนเร่ไปในทะเลกว้างตามวิสัยของชนเผ่าผู้ไม่อยู่ติดที่ นี่เป็นเหตุให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า ชื่อ “ราไวย์” อาจมาจากคำว่า “ลาโว้ย” ซึ่งไม่ใช่ “ลาแล้วนะโว้ย” แต่เป็น “อูลัก ลาโว้ย” ชื่อเผ่าพันธุ์ย่อยของชาวเล นอกเหนือจากเผ่า “มอแกน” ที่เรารู้จักกันดี “อูรัก” แปลว่าคน “ลาโว้ย” แปลว่าทะเล ”อูรักลาโว้ย” จึงแปลว่า “คนทะเล” หรือ “ชาวเล” นั่นเอง
“…คำนี้เป็นภาษายาวีโบราณ ซึ่งชาวเลใช้พูดกันมานาน ด้วยเหตุนี้ชาวมุสลิมสามจังหวัดภาคใต้จึงสื่อสารกับชาวเลได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการบางท่าน คืออาจารย์สุนัย ราชภัณฑารักษ์ แปลคำว่า “ราไวย์” หมายถึงเบ็ดราว ซึ่งเป็นภาษายาวีรุ่นเก่าเช่นกัน...” อาจารย์สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมพื้นถิ่นภูเก็ต กรุณาให้ความรู้อย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม แม้ราไวย์จะเคยเป็นที่พักพิงชั่วคราวของชาวเลมานาน แต่ความที่เป็นชนเผ่าวเนจร ภายหลังมีชาวประมงคนไทยมายึดครองพื้นที่ จุดพักพิงของชาวเลถูกจำกัดในวงแคบลงเรื่อยๆ จนในที่สุด เมื่อชาวเลตัดสินใจลงหลักปักฐาน จึงกลายเป็นชุมชนแออัด และกลายเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ของคนไทย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเคยพักพิงมาก่อนหลายชั่วอายุคน “…ชาวเลถือว่าผืนแผ่นดินทุกหนแห่งสามารถพักพิงได้ แต่พวกเขาไม่ครอบครอง มาวันนี้เขาจึงต้องต่อสู้กับรัฐไทยที่ไม่นับว่าเขาเป็น “ซิติเซ่น” หรือพลเมือง ด้วยการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกตนเอง จากชาวเลเป็นชาวไทยใหม่ เพื่อประกาศว่าพวกเขาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เพียงแต่เป็น “ไทยใหม่”....”
“ราไวย์” วันนี้ จึงแบ่งเป็นส่วนของชาวประมงพื้นบ้าน ส่วนที่เป็นร้านอาหาร ส่วนที่เป็นหมู่บ้านชาวไทยใหม่ และส่วนที่เรียก “หาดมิตรภาพ” ที่มีรีสอร์ทรองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง
รวมทั้ง “วิจิตรรีสอร์ทและสปา” สุนทรียะสถานเพื่อการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติและความเงียบสงบ อันสะท้อนให้เห็นว่า แม้วันนี้ ราไวย์จะเงียบเหงาลง เพราะไม่ใช่แหล่งตากอากาศยอดนิยมดังแต่ก่อน ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทดแทนคือความสงบอันงดงาม ทำให้ชายหาดที่เคยเป็น “ห้องรับแขก” ของชาวภูเก็ตแห่งนี้ ยังมีเสน่ห์ให้ค้นหา ณ วันที่ความเงียบกลายเป็นสิ่งมีค่า และความสงบงามกลายเป็นสภาวะที่มนุษย์โหยหา
เรื่อง - ภาพ... "ธีรภาพ โลหิตกุล"
กลุ่มสห+ภาพ ชุมชนคนถ่ายภาพ ขอเชิญชมนิทรรศการภาพ ชุด “โพท้อง (รถสองแถว) ท่องภูเก็ต” (One Day in My Beloved PHUKET) จัดแสดงถาวร ณ สำนักงานททท.ภูเก็ต ถนนถลาง รายละเอียดคลิก เว็บไซต์ “สห+ภาพ” www.fotounited.net <http://www.fotounited.net>



