ไลฟ์สไตล์

"อู๋" นภัสถ์ ละเอียดลออเพราะ "รถคลาสสิก"

"อู๋" นภัสถ์ ละเอียดลออเพราะ "รถคลาสสิก"

30 พ.ค. 2552

ถ้าใครได้ลองแวะเวียนไปงาน "มอเตอร์ริ่ง เฮอริเทจ 2009" ที่ผ่านมา คงได้เห็นรถคลาสสิกหลายต่อหลายคัน ที่ได้รับการบูรณะจากเจ้าของรถจนสวยปิ๊ง เตะตาทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อย่างมิรู้ลืมเลยทีเดียว

 ซึ่งหนึ่งในรถที่นำออกมาโชว์ครานั้น คงหนีไม่พ้นรถของ "อู๋" นภัสถ์ อัสสกุล หนุ่มนักธุรกิจแห่ง บันดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา บนเกาะสมุย และยังนั่งเก้าอี้กรรมการบริหาร สมาคมรถคลาสสิก แห่งประเทศไทย อีกด้วย

 กิตติศัพท์ของหนุ่มอู๋ในแวดวงรถคลาสสิกนั้น จะรู้จักกันในชื่อ "เซียนอัลฟ่า" ได้ยินคำนี้ รับรองว่าพ่อหนุ่มต้องมีรถอัลฟ่าอยู่ในกำมือหลายคันอย่างแน่นอน สบโอกาสเลยขอนัดแนะกับหนุ่มหน้าใส เพื่อขุดคุ้ยถึงความชื่นชอบในรถคลาสสิกเหล่านี้กันซะหน่อย...ซึ่งหนุ่มนักธุรกิจคนนี้ก็เปิดฉากคุยให้ฟังถึงความชื่นชอบรถคลาสสิกเหล่านี้ว่า

 "รถคลาสสิกจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละคันจะมีเสน่ห์ของตัวเอง แล้วรถเหล่านี้จะสื่อถึงสิ่งที่คนสร้างพยายามที่จะนำเสนอออกมา โดยไม่โดนเรื่องอื่นมาเบียดบังไป อย่างรถสมัยใหม่เวลาผลิตจะคำนึงถึงความเซฟตี้ ไม่กินน้ำมัน ไม่ทำลายมลพิษ ภายในต้องเป็นเครื่องหนัง ภายนอกดูเร้าใจ รถรุ่นใหม่จะเป็นแบบนั้นไปหมด ในขณะที่รถคลาสสิกจะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้มากนัก เน้นรูปโฉมภายนอกและการใช้งานเป็นหลัก" หนุ่มนักธุรกิจเริ่มเรื่อง ก่อนจะเล่าถึงแรงบันดาลใจให้เขาหันมาข้องแวะกับรถคลาสสิกอย่างจริงจังว่า

 "เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ผมขับรถอยู่บน ถ.พระราม 9 ตอนนั้นรถติดอยู่แล้วผมก็เห็นรถ อัลฟ่า 1750 จีทีวี สีแดงขับสวนไปอีกฝั่ง รถเขาสะดุดตาผมมาก เป็นรถที่ผมไม่เคยเห็นในท้องตลาด ตอนนั้นก็ตกใจนะว่า รถอะไรสวยจัง แต่ทำไมผมไม่เห็นเคยรู้จัก ไม่เคยอยู่ในสารบบของผมเลยด้วยซ้ำ พอดีว่าผมเห็นโลโก้อัลฟ่าคล้ายๆ รูปหัวใจที่กระจังหน้าของรถคันนั้น ผมก็มาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเอง เพราะอยากรู้ว่าเป็นรถรุ่นอะไร ก็มาเจอเว็บไซต์ บางกอก คลาสสิก คาร์ เป็นเว็บไซต์ของคนไทยที่ชื่นชอบรถคลาสสิกเหมือนกัน

 ตอนนั้นผมก็พยายามหารถที่คล้ายๆ กับคันที่ผมเห็น จนไปเจออยู่คันหนึ่งผมก็ซื้อมาบูรณะเอง จำได้ว่าตอนที่ซื้อรถคันนี้ผมอายุประมาณ 25-26 ปี แล้วก็เป็นรถอัลฟ่าคันแรกที่มี พอซื้อมาแล้วก็ต้องมาหาอู่ว่ารถคลาสสิกเขาซ่อมกันที่ไหน อะไหล่ซื้อที่ไหน ผมก็แวะไปตามอู่ซ่อม 3-4 อู่ แต่ด้วยความที่เป็นรถที่เก่ามาก อะไหล่ของรถแทบจะไม่มีขายแล้ว ต้องไปตามอู่เก่าๆ หรือร้านขายอะไหล่เก่า แล้วก็ดูจากเว็บไซต์ พอผมหาอะไหล่เหล่านี้ไปเรื่อยๆ ก็ได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เห็นรถคันอื่นรุ่นอื่นที่เขาเอามาบูรณะ ซึ่งใช้เวลาในการบูรณะ 5-6 เดือน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พอผมได้เห็นรถคลาสสิกที่ใครไม่เอาแล้ว ผมก็จะเก็บเงินซื้อมาจนตอนนี้มีประมาณ 10 คันแล้ว" อู๋ ย้อนอดีตให้ฟังอย่างตั้งใจ

 เพราะเป็นรถเก่าที่ต้องนำมาบูรณะใหม่ทั้งหมด "เงิน" จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งอู๋ก็ยอมรับว่าเงินเป็นปัจจัยหลักแต่กลับไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะตั้งแต่ที่เขาเข้ามาอยู่ในโลกของรถคลาสสิก นอกจากจะทำให้เขาได้เพื่อนใหม่แล้ว ยังทำให้เขาเป็นคนมีความพยายาม อดทน และละเอียดลออมากขึ้นกว่าเดิม และเหนือสิ่งอื่นใดเขายังได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตของคนอื่น ในขณะที่คนเหล่านั้นไม่เคยเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือให้ได้ศึกษากัน

 "ทุกครั้งที่ได้คุยกับเพื่อนๆ ในวงการนี้ ผมจะมีความสุขสนุกที่ได้คุยกับคนคอเดียวกันและได้ช่วยเหลือกัน สำหรับผมรถไม่ใช่แค่ยานพาหนะที่พาผมไปที่นั่นที่นี่เท่านั้น แต่ยังให้ความสุขกับผมด้วย ผมบอกได้เลยว่าเมื่อไรที่ได้ขับรถเก่าแล้วจะอารมณ์ดี เหมือนเป็นความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง ทุกวันนี้ถ้าว่างจากงาน ผมก็จะขลุกตัวอยู่แต่ในอู่ เช็ด ล้าง ขัด ถูเขาหน่อย หรือไม่ก็เก็บกิ๊ก (ยิ้ม) หมายถึงเก็บพวกสายไฟให้สวยกิ๊กครับ (หัวเราะ) พวกนี้เป็นงานอดิเรกของผมไปในตัวนะ แล้วสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมกลายเป็นคนละเอียดและเนี้ยบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมก็นำมาใช้กับการทำงานของผม ที่สำคัญยังเพิ่มความรับผิดชอบในตัวผมให้มีมากขึ้นด้วย" อู๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม 

 แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจรถคลาสสิก แถมยังมีเก็บสะสมเอาไว้มากถึง 10 คัน ซึ่งอู๋ก็ตั้งใจที่จะให้ลูกได้สืบทอดรถเหล่านี้ไปจากเขา ถึงแม้รถยนต์จะไม่ใช่ของไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในการผลิต เหมือนผ้าเก่าหรือหุ่นเชิด แต่ในด้านประวัติศาสตร์รถเหล่านี้ สามารถถ่ายทอดประวัติให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเราได้ศึกษาได้ด้วย

เรื่อง... "ศรีพร เหล่าวณิชยา"
ภาพ... "ฐานิส สุดโต"