
ก้าวย่าง'สหกรณ์ไทย'ในวาระแห่งชาติ
ก้าวย่าง 'สหกรณ์ไทย' ในวาระแห่งชาติ มุ่งเป้า 5 ข้อ สู่ความเป็นหนึ่งในอาเซียน
แม้สหกรณ์อาจจะเป็นเพียงธุรกิจขนาดเล็ก แต่ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อยที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นความก้าวหน้าของธุรกิจสหกรณ์ นับเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรไทยที่รวมกลุ่มกันทำธุรกิจอย่างเข้มแข็ง ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นทั่วประเทศจำนวน 8,053 แห่ง มีประชาชนที่เกี่ยวข้องและอยู่ในระบบสหกรณ์กว่า 33 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ
ขณะเดียวกันผลจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติ ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของการสหกรณ์ไทยปี 2556 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมียุทธศาสตร์หลัก 5 ข้อ คือ 1.สร้างและพัฒนาการเรียนรู้ทักษะการสหกรณ์สู่วิถีชีวิตของประชาชนในชาติ 2.สนับสนุนและพัฒนาการรวมกลุ่มของประชาชนด้วยวิธีสหกรณ์ให้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสำคัญ
3.เพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงการผลิตการตลาดและการเงินของสหกรณ์ 4.สนับสนุนแผนพัฒนาการสหกรณ์ให้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งของกระบวนการสหกรณ์ และสร้างความเป็นมืออาชีพในการตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน และ 5.ปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ กระบวนการสหกรณ์และปรับปรุงกฎหมายสหกรณ์ให้เอื้อต่อการพัฒนา
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในทุกรูปแบบ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการเข้ามาดูแลและสนับสนุนกิจกรรมในด้านต่างๆ พร้อมกำหนดแผนงานส่งเสริมความเข้มแข็งของสหกรณ์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเตรียมความพร้อมสหกรณ์ไทยเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า
"นโยบายสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องดำเนินการ คือ การสานต่องานในโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับกรม ที่มีพระราชปณิธานที่จะพัฒนางานสหกรณ์ อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้เร่งพัฒนาความรู้แก่บุคลากร สมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล เพื่อส่งเสริมให้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ในการผลักดันให้สหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติให้มีความเข้าใจไปในแนวทางเดียวกัน"
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างมอบนโยบายการปฏิบัติงานให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยให้ทุกภาคส่วนนำระบบสหกรณ์มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือ 2558 โดยการยกระดับสินค้าสหกรณ์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน และเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น โดยการเพิ่มศักยภาพในการนำสินค้าสหกรณ์เข้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้า เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยได้
นอกจากการขยายช่องทางการบริโภคสินค้าสหกรณ์ภายในประเทศแล้ว ให้เร่งดำเนินการขยายตลาดสินค้าสหกรณ์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคอาเซียน ที่มีวิถีความเป็นอยู่ และการบริโภคใกล้เคียงกับประเทศไทย ตลอดจนชาวไทยที่มีอยู่ทุกทวีปทั่วโลก ทั้งนี้ ให้ดำเนินการในลักษณะบูรณาการทำงานร่วมกันกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นช่องทางในการนำรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ ตลอดจนเป็นไปตามนโยบาย "ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของรัฐบาลด้วย
ขณะที่ สมชาย ชาญณงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินการตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายว่า ในเรื่องการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่นั้น เบื้องต้นได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยเฉพาะ มีรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานเพื่อศึกษาถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในภาคการเกษตรทั้งหมด และเตรียมที่จะประชุมหารือเพื่อทบทวนแผนการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรใหม่อีกครั้ง หลังจากเกิดปัญหาไม่สามารถปล่อยกู้ให้แก่สหกรณ์ได้ ถึงแม้จะมีการตั้งวงเงินปล่อยกู้ไว้สูงถึงปีละ 1,500 ล้านบาท เนื่องจากระบบบัญชีของสหกรณ์ที่ยื่นกู้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน
ส่วนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าสหกรณ์ภายในประเทศ เบื้องต้นได้จัดทำศูนย์กระจายสินค้าในลักษณะเครือข่ายทั่วประเทศ โดยมีการจัดตั้งแล้วทั้งหมด 15 ศูนย์ใน 14 จังหวัด และขณะนี้ได้เตรียมรวบรวมข้อมูลสหกรณ์ให้บริการ สหกรณ์ขนส่ง และสหกรณ์การเดินรถ เพื่อเข้ามาพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าสหกรณ์ให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงระบบการจัดเก็บสินค้า โดยจะรื้อฟื้นห้องเย็นของสหกรณ์ที่มีอยู่ อาจจะดำเนินการในลักษณะห้องเย็นกลาง ให้สหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันสามารถนำสินค้ามาจัดเก็บได้ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการดำเนินงานได้สะดวกและประหยัดงบประมาณ
นอกจากนั้น ยังมอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์กระจายสินค้าย่อย ประสานในการจัดหาสินค้าสหกรณ์ภายในจังหวัดของตนเอง ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ เชื่อว่า สินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานน่าจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเช่นกัน
"การส่งออกสินค้าสหกรณ์ เดิมได้ทำเครือข่ายการส่งออกไปยังตลาดในต่างประเทศ ด้วยการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งได้ดำเนินการจัดตั้งแล้ว 1 แห่ง ที่เมืองชิงเตา ประเทศจีน และในปี 2556 นี้ ได้ประกาศให้เป็นปีแห่งการปฏิบัติการด้านการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อขยายผลให้มากขึ้น ตั้งเป้าจะเปิดศูนย์กระจายสินค้าตามหัวเมืองต่างๆ ของประเทศจีนให้ได้ 15 ศูนย์"
ในส่วนของภูมิภาคอาเซียน ได้กำหนดจัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์อาเซียน ระหว่างวันที่ 14-19 กุมภาพันธ์ 2556 ณ สวนอัมพร โดยได้เชิญกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมาจำหน่ายสินค้าและมีการจัดสัมมนาว่าด้วยเรื่อง ความร่วมมือและการเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียนด้วย เชื่อว่าจะเป็นส่วนช่วยส่งเสริมการตลาดสินค้าสหกรณ์ของไทยให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากขึ้น
“นโยบายที่ได้มอบหมายนั้น กรมพร้อมเดินหน้าเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าสหกรณ์ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าสหกรณ์ โดยจะนำนโยบายทั้งหมดมาแปลงเป็นแผนการดำเนินงานของกรมที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวในที่สุด
นับเป็นอีกก้าวในการสนองนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของหัวเรือใหญ่ "สมชาย ชาญณรงค์กุล" หลังครม.มีมติให้สหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของการสหกรณ์ไทยปี 2556 และเพื่อรับมือการเข้าสู่การเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย



