
ประมวลงานการศึกษาปี55
ประมวลงานการศึกษาปี55 'จืดชืด-จอดนิ่ง-อื้อฉาว'
ปี 2555 ที่ผ่านมา น่าจะไม่ใช่ ปีทอง ของการศึกษา ผลงานที่โดดเด่น จับต้องได้และโดนใจนักการศึกษา แทบไม่ถูกเข็นออกมา มีแต่การสะสางปัญหาสารพัดที่เกิดภายในครอบครัว บวกกับนโยบายเอาใจ ครู ไม่แก้โจทย์เรื่องคุณภาพการศึกษา คมชัดลึก ได้ประมวล ข่าวเด่นในปี 2555 ไว้ 7 ข่าวให้ทวนความทรงจำกัน
1.เด็กบดินทรฯ ประท้วงรับ ม.4
ข่าวการศึกษาที่เป็น รูปธรรม มากสุดในปี 2555 คือ การออกมาประท้วงของนักเรียนม.3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ปฐมเหตุของเรื่องนี้ มาจากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ปรับหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ม.4 ใหม่ โดยไฟเขียวให้โรงเรียน เขี่ยเด็กเก่าทิ้ง 20 % เพื่อนำที่นั่งไปรับนักเรียนภายนอกเข้ามา เสียบ หลายโรงเรียนจึงมีการ เทกระจาด นักเรียนม.3 เดิมที่ผลการเรียนไม่สู้ดีออก รวมถึงร.ร.บดินทรฯ ซึ่งคัดเด็กออกกว่า 100 คน ท่ามกลางข่าวลือในกลุ่มผู้ปกครองว่า ร.ร.หวังใช้ เก้าอี้ที่ว่างแล้ว มาเรียกรับเงินแปะเจี๊ยะ สร้างความไม่พอใจให้ผู้ปกครองนักเรียนจนรวมตัวออกมาประท้วง
อย่างไรก็ตาม แม้ร.ร.จะพยายาม แก้ข้อกล่าวหา โดยการนำข้อมูลนักเรียนมาเปิดเผยให้เห็นกัน จะ ๆ ว่า นักเรียนที่ถูกคัดออกมีผลการเรียนอ่อนจริง เรียงลำดับคะแนนผลการเรียนแล้ว ทั้งหมดทำคะแนนสอบได้ต่ำกว่า คะแนนอันดับ บ๊วย แต่ผู้ปกครองนักเรียนก็ยังคงยืนกรานให้รับเด็กกลับเข้าเรียนต่อ ม.4 มีการเปิดฉากการประท้วงอย่างหนัก ทั้ง อดข้าว ประท้วงบริเวณทำเนียบรัฐบาล เดินสายออกร้องเรียนตามสื่อต่าง ๆ ไปจนกระทั่งบุกยื่นหนังสือต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพล.อ.เปรม ติณณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ในที่สุด เพื่อเป็นการผ่าทางตัน สพฐ.จึงออกมาตรการพิเศษเปิดภาคบ่าย ยอมรับเด็กบางรายกลับเข้าเรียน รวมทั้งนำมาตรการนี้มาใช้กับโรงเรียนอื่น ๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน เรื่องราวต่าง ๆ น่าจะจบด้วยดี แต่ผ่านไปแค่ 1 ภาคเรียน ผู้ปกครองนักเรียนบดินทรฯก็ออกมาประท้วงที่กระทรวงศึกษาธิการอีกรอบ ขอให้รับนักเรียนบางบ่ายเป็นภาคปกติ สุดท้าย สพฐ.และโรงเรียนหาทางออกให้เปลี่ยนเวลาเรียนจากภาคบ่ายมาเป็นภาคเช้าแทน เพื่อให้เด็กรู้สึก เสมือน เป็นนักเรียนภาคปกติ
2.แจกแท็บเล็ต ป.1
ผลงานด้านการศีกษาชิ้น โบว์แดง ชิ้นเดียวในรอบปี 2555 ของรัฐบาล คือ การแจกแท็บเล็ต 8 แสนเครื่องให้แก่นักเรียน ป.1 ทุกสังกัด ตามนโยบาย One Tablet Pc Per Child ที่รัฐบาลหาเสียงไว้ ภารกิจใหญ่นี้ ต้อง ใหญ่ ขึ้นไปอีก เพราะรัฐบาลมี ธง ว่า ต้องการจัดซื้อแบบ G to G กับรัฐบาลจีน แม้สุดท้ายจะลดระดับมาเป็นแค่การทำ MOU ก็ตาม แต่การจัดซื้อแท็บเล็ตข้ามประเทศจำนวน 8 แสนเครื่อง ทำให้ต้องมีการต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ทั้ง ศธ.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อแท็บเล็ตต้องเดินทางมาไกล จำนวนการจัดซื้อก็มหาศาล การจัดซื้อแท็บเล็ตในปีแรกนี้ จึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ส่งถึงมือนักเรียนได้ก่อนเปิดภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2555 ได้ กว่าเด็ก ๆ จะได้แท็บเล็ตครบทุกคนก็ล่วงเข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 ล่าช้าไปกว่ากำหนด 6 เดือน ขณะที่ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาของเครื่อง เช่น อแดปเตอร์ เป็นต้น
ในปีหน้า (2556)นั้น การแจกแท็บเล็ตจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว เพราะนักเรียนชั้น ม.1 จะได้รับแจกแท็บเล็ตด้วย ยอดการแจกเพิ่มเป็นจำนวน 1.6 ล้านเครื่อง งบประมาณกว่า 6 พันล้านบาท และเปลี่ยนการจัดซื้อด้วยวิธีการประมูลภายในประเทศแทน รัฐบาลมั่นใจว่า การจัดซื้อแท็บเล็ตในปีนี่จะสำเร็จลุล่วงและถึงมือนักเรียนทันเปิดภาคเรียนที่ 1 อย่างแน่นอนเพราะมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้ว แต่ก็ต้องคอยจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะถือว่า เป็นโครงการ Big Size
นอกจากแจกแท็บเล็ตเพิ่มเท่าตัวในปี 56 แล้ว กระทรวงศึกษาธิการโดย พงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ยังสานต่อนโยบายประชานิยม ด้วยการสั่งสานต่อพร้อมขยาย โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (One District One Scholarship) รุ่นที่ 4 อีก 1 เท่าตัวเช่นกัน เป็นการสั่งการตั้งแต่วันแรกๆ ที่มารับตำแหน่ง รมว.ศธ. พงศเทพ ให้เหตุผลว่า เดิมทุนโอดอส เป็นการให้โอกาสนัก เรียนดีแ ต่ ยากจน ในแต่ละอำเภอ ได้เรียนต่อระดับปริญญาตรีในต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ไปเรียนรู้วิทยาการจากประเทศต่างๆ กลับมาพัฒนาประเทศ แต่มาถึง ทุนโอดอสรุ่น 3 สุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.ศึกษาธิการ ได้มีการปรับเงื่อนไขการแจกทุน ให้น้ำหนักกับ เด็กเก่ง ตัดทิ้งเรื่อง ความยากจน อย่างไรก็ตาม พงศเทพ เห็นว่า ทั้ง 2 เรื่องมีน้ำหนักเสมอกัน จึงสั่งขยายทุนโอดอสรุ่น 4 แจกทั้ง เด็กเก่งและเด็กยากจนแต่เรียนดี กลายเป็น 1 อำเภอ 2 ทุนไป
3.ทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวะ
เพิ่งจะมา เปรี้ยงป้าง เอาเกือบปลายปี หลังจากที่ปล่อยให้ เรื้อรัง มานาน สำหรับกรณีทุจริตการจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวศึกษาภายใต้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง ระยะที่ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) แต่ในที่สุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้สรุปเบื้องต้นว่า การทุจริตดังกล่าวมีอดีตนักการเมืองและข้าราชการประจำ มีส่วนในการกระทำผิด 4 รายได้แก่ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ อดีตรมว.ศึกษาธิการ นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ เจี่ยง วงศ์สวัสดิ์สุริยะ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา และ บำรุง อร่ามเรือง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ล่าสุด ดีเอสไอได้รวบรวมพยานหลักฐานและสำนวนการสอบสวนส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวละครหลัก ที่ถูกจับตามาตลอดอย่าง ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ อดีตเลขาธิการ กอศ. รอดตาข่าย อีกครั้งตามความคาดหมาย ดีเอสไอไม่ใส่ชื่อ ศศิธารา ไว้ในรายชื่อผู้กระทำผิดแต่กั้นตัวไว้เป็นพยาน ก่อนหน้านี้ ตัวละครหลักก็ได้รับการปกป้องจาก สุชาติ ธาดาธำรงเวช มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ ถึงแม้ จะถูกบีบจากหลายฝ่ายรวมทั้งในพรรคของตัวเองให้ ลงดาบ จนต้องสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมอบ กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน แต่สุดท้ายเมื่อผลสอบออกมา ก็เกิดกรณี ซุก ผลสอบ ยังดีว่า ศักดา คงเพชร อดีต รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สอศ. รุกหนักในเรื่องนี้ทั้งลงพื้นที่เก็บข้อมูลตามวิทยาลัยต่าง พร้อมตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง 4 ชุด และได้ส่งข้อมูลไปให้ดีเอสไอ จนในที่สุดดีเอสไอรับลูกให้คดีนี้เป็นคดีพิเศษ แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถลากตัวละครหลักเข้าตาข่ายได้
4.โยกย้ายระดับสูงไม่ลงตัว
การโยกย้ายผู้ระดับสูงปี 55 ในมือของ สุชาติ ธาดาธำรงเวช จัดเป็น การโยกย้ายครั้งที่ชุลมุนสุด โผโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 และ11 ที่จ่อคิวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว ต้องเจอโรคเลื่อนเป็นว่าเล่น ทั้งนี้มาจากความไม่ลงตัวในการจัดโผระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ รมว.ศึกษาธิการ โดยเฉพาะในประเด็น ของ ศศิธารา กระแสกดดันจากในพรรคต้องการให้แขวน น.ส.ศศิธารา ไว้สำนักนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น เมื่อ เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา ตัดสินใจลาออกไปรับตำแหน่งที่อสมท. จึงมีการกดดันให้โยก ศศิธารา ออกจากตำแหน่งปลัด ศธ. ขณะที่ เจ้าตัวมั่นใจว่า สามารถรักษาเก้าอี้ปลัด ศธ.ไว้ได้ แต่สุดท้ายหลังจากเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ในที่สุด ครม.ก็คลอดโผซี 11 ออกมา เด้ง ศศิธารา ไปสกศ. และโยกใครพนิตา กำภู ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ถูกแช่แข็งในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ มาเป็น ปลัด ศธ.ตามใบสั่งนายกรัฐมนตรี โดยมีข่าวลือว่า ความพยายามสุดท้ายของ ศศิธารา ที่จะรักษาเก้าอี้ไว้ โดยการทำให้โผซี 11 ที่เข้า ครม.มีความผิดพลาดทางด้านเอกสาร หวังให้ ครม.ตีกลับเรื่องออกมา แต่สุดท้าย นายกฯทุกโต๊ะให้ปิด ครม.20 นาที แก้ไขเอกสารให้ถูกต้อง คลอดโผออกมาชนิดที่ ศศิธารา แทบไม่เชื่อว่าตัวเองถูกย้าย



