
มุมมองนักออกแบบกรณีทุบตึกศาลฎีกา
มุมมองนักออกแบบกรณีทุบตึกศาลฎีกา : จิรบุญ เดชะเอื้ออารีย์
จากกรณีการรื้อถอนอาคารเก่า 2 หลังในกลุ่มอาคารศาลฎีกา ซึ่งมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ เพื่อเตรียมก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ที่มีความสูงมากขึ้นจากอาคารเดิม และมีลักษณะเป็นการประยุกต์อาคารทรงไทย ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีมติเห็นชอบให้โครงการก่อสร้างศาลฎีกาหลังใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ นั้น
การพิจารณาดัดแปลง รื้อถอน หรือก่อสร้างอาคารดังกล่าว มีความสำคัญที่ควรแก่การพิจารณาถึงความเหมาะสมในหลายประเด็น อันได้แก่
1.)การเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน อันถือเป็นศูนย์กลางหรือหัวแหวนสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งแวดล้อมด้วยอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปวัฒนธรรม การปรับปรุงหรือก่อสร้างใดๆบนพื้นที่ที่มีความสำคัญสูงสุดของเมือง ย่อมต้องผ่านการพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และเมื่อเป็นพื้นที่สำคัญประเทศด้วยแล้วนั้น จึงควรได้รับความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ และครอบคลุมถึงประชาชนชาวไทย เพื่อปกป้องมรดกทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่สมบัติของผู้หนึ่งผู้ใด และป้องกันผลกระทบในด้านต่างๆสู่สมบัติล้ำค่าของชาติที่ได้รับการถ่ายทอดจากอดีตอันยาวนานให้คงไว้สืบต่อไปสำหรับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและรับช่วงต่อจากบรรพบุรุษสืบไป
2.)การเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่สำคัญของชาติ และศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ อันได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และศาลหลักเมือง บริเวณพื้นที่เปิดโล่งของเมืองเก่า อาทิเช่น สนามหลวง, ถนนราชดำเนินใน, คลองคูเมือง ฯลฯ ดังนั้นลักษณะทางกายภาพจึงควรเคารพและกลมกลืนต่อสถานที่สำคัญดังกล่าว ซึ่งการก่อสร้างอาคารที่มีความสูงใหญ่ ไม่เคารพต่อปูชนียสถาน จนอาจสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากภายในวัดพระแก้วหรือจากภายในเขตพระราชฐาน อาจถือเป็นความไม่บังควรและเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่กระทบต่อจิตใจของคนในชาติ
3.)สถาบันศาล ถือเป็นหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตย อันเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศ ควรแก่การถูกพิจารณาในฐานะต้นแบบในทุกๆ ด้าน และเป็นตัวอย่างที่ดี ในอันที่จะธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและความสงบสุขของประชาชนชาวไทย การก่อสร้างอาคารใดๆ ของสถาบันฯจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการสะท้อนภาพลักษณ์ของสถาบันนั้นๆ สู่สาธารณชน ตลอดจนการกำหนดพื้นที่ใช้สอยจำนวนมากซ้อนชั้นเป็นอาคารของสถาบันฯ นำไปสู่การเพิ่มความหนาแน่นของกิจกรรมการใช้สอยและนำไปสู่ปัญหาความแออัดจากการเพิ่มปริมาณการสัญจรในเขตพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน
4.)คุณค่าของอาคารศาลฎีกาเดิม ซึ่งแม้ไม่ได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร แต่จากจดหมายด่วนที่สุด ที่ วธ.0403/3323 เรื่องการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลฎีกาหลังใหม่ ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ลงนามโดยอธิบดีกรมศิลปากร ได้มีใจความแสดงถึงการมีลักษณะเป็นโบราณสถาน ตามมาตรา 4 วรรค 1 ของพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ จึงไม่สามารถรื้อถอน ต่อเติม ทำลาย เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมศิลปากร
ทั้งนี้ อาคารศาลฎีกาเดิมนั้น ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์ด้านการเมืองการปกครองผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมโมเดิร์น (Modern Architecture) ซึ่งเป็นกระแสหลักทางสถาปัตยกรรมของโลกในขณะนั้น บ่งบอกถึงพัฒนาการ ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ ถือเป็นเนื้อหาหนึ่งในการอนุรักษ์อย่างมีคุณค่า ที่อาจสูงกว่าการแก้ปัญหาด้านการใช้สอยพร้อมกับการสร้างอัตลักษณ์โดยใช้วิธีสร้างรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์เข้ามาแทนที่เพียงแนวทางเดียว
ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติทั่วไป การดัดแปลงหรือก่อสร้างใดๆบนพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในนั้น จัดเป็นพื้นที่ควบคุม(ทั้งการควบคุมการใช้งานและการควบคุมลักษณะทางกายภาพของสิ่งก่อสร้าง เช่น การกำหนดความสูงไม่เกิน 16 เมตร) ที่ต้องอยู่ภายใต้การพิจารณากลั่นกรองโดยคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งแม้เดิมที แนวคิดเบื้องต้นที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งในโครงการประกวดการออกแบบวางผังเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ วาระครบรอบ 200 ปี (พ.ศ.2525) ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในขณะนั้น จะมุ่งเน้นสาระสำคัญไปสู่การเปิดมุมมองสู่สถานที่สำคัญ การกำหนดเพิ่มพื้นที่สีเขียว การลดความแออัดของการสัญจรผ่าน การลดความแออัดของการใช้สอยพื้นที่และปรับเป็นพื้นที่ใช้สอยเพื่อการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปวัฒนธรรมระดับชาติ เพื่อให้เป็นเสมือน Historical Open Museum ในลักษณะของ Living Monument จนนำไปสู่การใช้เป็นข้อกำหนดบังคับการดัดแปลงหรือก่อสร้างบนพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์
แต่ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น (Conceptual Design) ที่เมื่อมีการนำไปสู่แผนการปฏิบัติจริง (Implementation Plan) ก็ยังคงใช้เป็นเพียงกรอบในการยึดปฏิบัติให้เหมาะสมตามแต่ละพื้นที่ โดยควรพิจารณาถึงบริบทเมือง ทั้งคุณค่าที่จับต้องได้และคุณค่าที่ไม่อาจจับต้องได้ (Tangible & Intangible Asset) ไม่ใช่การมุ่งสู่การรื้อถอนอาคาร การไล่รื้อและย้ายที่ตั้งชุมชนออกนอกเขตพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ทั้งนี้ การพิจารณาความเหมาะสมตามการออกแบบวางผังเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ดังกล่าว ก็ไม่ได้มีแผนการรื้อถอนหรือก่อสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่ตั้งอาคารศาลฎีกาแต่อย่างใด บทความนี้จึงเป็นเพียงเสียงเรียกร้องหนึ่งในฐานะประชาชนชาวไทย ที่เล็งเห็นถึงคุณค่าของอาคารเมื่ออยู่ในบริบทเมือง และเล็งเห็นถึงความสูญเสียหากปล่อยให้กรณีการรื้อถอนอาคารเก่าของกลุ่มอาคารศาลฎีกาเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่ เกิดขึ้นในพื้นที่สำคัญของประเทศไทย
..........................
(หมายเหตุ : มุมมองนักออกแบบกรณีทุบตึกศาลฎีกา : จิรบุญ เดชะเอื้ออารีย์ บริษัท ซินครอนกรุ๊ป จำกัด (ในฐานะบริษัทผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่ง ในการออกแบบวางผังเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ วาระครบรอบ 200 ปี (พ.ศ.2525) ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน ร่วมกับ UNEP))



