
ขุนเขาแห่งศรัทธา-ทะเลหมอกแม่ระเมิง
ชวนเที่ยว : ขุนเขาแห่งศรัทธา ทะเลหมอกแม่ระเมิง : เรื่อง/ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์
ยามหนาวๆ แบบนี้ ถ้าได้ใครสักคนเคียงข้าง นั่งดูทะเลหมอกบนเขาหรือริมหน้าผา กับกาแฟอุ่นๆ ในมือ เฝ้ามองดวงอาทิตย์ดวงโตๆ ที่กำลังโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า อากาศหนาวแค่ไหน ก็คงไม่อาจแทรกซึมสร้างความสั่นสะท้านได้เหมือนกับตอนที่ต้องนั่งดูทะเลหมอกคนเดียว ที่บางครั้งก็อดจะนึกถึงใครต่อใครไม่ได้
จ.ตาก เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีทะเลหมอกหนาๆ นุ่มๆ สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยองค์ประกอบทั้งภาพพื้นที่ ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีป่าไม้ที่ชุ่มชื้น ทั้งยังอากาศไม่หนาวจัดจนเกินไป คนล่าทะเลหมอก มักไม่พลาดที่ครั้งหนึ่งจะไปเยือนสถานที่ต่างๆ สุดขอบตะวันตก โดยเฉพาะตามม่อนต่างๆ ของอุทยานแห่งชาติแม่เมย อ.ท่าสองยาง ซึ่งพี่พลกฤษณ์ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่เมยเล่าว่า อุณหภูมิ 16-20 องศา ทะเลหมอกกำลังสวยงาม แต่ถ้าหนาวจัดจะไม่มีทะเลหมอก
สำหรับฉัน คราวนี้ขอพาแฟนๆ คอลัมน์ ไปลุยดินแดนแห่งทะเลหมอกถึง "แม่ระเมิง" และขึ้นสู่ดอยสูง "เลอกวาเดาะ" อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บนยอดเขาสูง
ด้วยเวลาไม่ตรงกัน ฉันและเพื่อนเลยตกลงกันว่า เดี๋ยวเราตามๆ กันไป ฉันกับเพื่อนอีกคนและพี่โอโม่ วีโก้คันโต เดินทางล่วงหน้าไปก่อน ออกเดินทางแต่เย็น กะว่าไปถึง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ไม่ดึกมาก เพราะเส้นทางจากแม่สอดไปท่าสองยาง เปลี่ยวถึงเปลี่ยวมาก ถ้าเป็นสมัยก่อน จะปิดเส้นทางช่วงเลย อ.แม่สอดไปไม่ไกล เพราะเป็นเส้นทางเลาะตะเข็บชายแดน แต่ปัจจุบันสถานการณ์สงบ เหตุการณ์ปกติ เลยผ่านไปถึงแม่เมยได้ ... คืนนี้มีแค่เสียงเพลงคอยเป็นเพื่อนขับกล่อม ทั้งถนนที่มีพี่โอโม่คันเดียวเลยไม่ดูเงียบเหงาจนเกินไป
เลยอำเภอท่าสองยางไปอีกราว 30 กม. ก็ถึงทางแยกขวาเข้าอุทยานแห่งชาติแม่เมย คราวนี้เป็นเส้นทางขึ้นเขาคดโค้ง เลยต้องระวังเป็นพิเศษ ด้วยมีหมอกลงเป็นระยะ และสภาพถนนที่เป็นร่อง เป็นหลุม จนฝนหนักที่มาเยือนกระทั่งเดือนสุดท้ายของปี จนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมย ติดต่อเจ้าหน้าที่เสร็จสรรพ ก็เดินทางกันต่อ เพราะเป้าหมายเรายังอยู่ลึกนัก
ราวตี 3 พี่โอโม่ก็พาเรามาจอดนิ่งสนิทอยู่ตรง "ม่อนกิ่วลม" อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมยราว 14 กม. เลยม่อนครูบาใส และม่อนพูนสุดามาอีกเท่าตัว แต่ม่อนกิ่วลมเป็นจุดชมอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม เพราะจะเห็น หุบเขาแม่ระเมิง ที่มีเนินเขาสูงต่ำสลับซับซ้อนกันไป แล้วยังมีทะเลหมอกสอดแทรกตามหลืบเขา ตกลงว่า เราจะรออาทิตย์ขึ้นกันตรงนี้แหละ แล้วค่อยเลาะดูทะเลหมอกตามม่อนต่างๆ ไปเรื่อยๆ ว่าแล้วก็ปรับเบาะเอนนอนกันในรถนี่ล่ะ ถึงตอนนี้หมดแรงกางเต็นท์ เก็บเต็นท์ตอนเช้าซะแล้ว
รุ่งเช้าฟ้าสาง นอกจากเสียงนาฬิกาปลุก ยังมีเสียงรถ เสียงคนปลุกด้วย เพราะรถเริ่มทยอยนำนักท่องเที่ยวมาชมอาทิตย์ขึ้น มุมถ่ายรูปยอดฮิต ไม่พ้นต้นไม้ใหญ่ริมหน้าผาไปได้ จนตะวันโผล่พ้นทิวเขามาทักทายได้พักใหญ่ นักท่องเที่ยวทยอยกันแยกย้าย ใครที่ปักเต็นท์นอนก็เริ่มเก็บข้าวของ เพราะสายๆ ก็แดดร้อนเหมือนกัน
ฉันกับพี่โอโม่ ออกเดินทางย้อนกลับมาทางอุทยานฯ แวะที่ ม่อนครูบาใส ทะเลหมอกตรึมๆ ทอดตัวยาว เลาะตามเขา จนเห็นเป็นเกาะกลางทะเล ทิวเขาสูงต่ำ ทอดยาว เลยไปไกลถึงยอดเป้าหมาย ที่พวกเราจะเดินทางไปอีกด้วย พักต้มกาแฟแกล้มขนมปังที่ซื้อติดมา ก่อนจะไปกินมื้อเช้าและรอเพื่อนอีกกลุ่มมาสมทบ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป
"แม่ระเมิง" ชื่อหมู่บ้าน ที่ชื่อเดียวกับทิวเขาในอุทยานแห่งชาติแม่เมย เพื่อตามหา "บ้านเกร๊ะคี" หมู่บ้านกะเหรี่ยงปกากะญอ ถามทางกันไปเรื่อยๆ จนถึงปากทางขึ้นบ้านเกร๊ะคี เพราะต้องไปตั้งต้นที่วัดป่าวัดเกร๊ะคี เพื่อตามหาเป้าหมายต่อไป "ยอดเลอกวาเดาะ"
"มากับทารุณทัวร์ ต้องทำใจนะ 555 " หัวหน้าทริป พี่ก็อป บอกเพราะคราวนี้เส้นทางไม่ชัดเจน เรื่องชื่อหมู่บ้าน และเข้าไปถึงแล้วจะได้ขึ้นยอดเขาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
แต่ดูเหมือนอะไรๆ ก็เป็นใจไปซะหมด แม้จะเสียเวลาไปบ้าง กว่าจะหารถ 4WD ไปส่งในหมู่บ้านจากปากทางเข้าไป แค่ 6 กม.กว่าๆ ก็จริง แต่นั่งกันจนเบื่อ เพราะเป็นทางลูกรังขึ้นลงเขา คดโค้ง ผ่านเนินลูกแล้วลูกเล่า พี่คนขับรถบอกว่า ถนนเส้นนี้ทะลุไปออกถึง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ได้เลย เป็นถนนไต่เขาระยะทางราวๆ 40 กม.
วัดป่าเกร๊ะคี จุดหมายตั้งต้น เจอพระหนุ่มกำลังกวาดลานวัด ถามไถ่ เลยได้โอกาสสอบถามเส้นทาง ลูกหาบ คนนำทาง ซึ่งพระท่านใจดีให้ลูกศิษย์วัดไปช่วยตามคนนำทางและหาลูกหาบให้ แต่จังหวะไม่ค่อยดี เพราะไปซะสาย จนชาวบ้านออกไปทำไร่กันหมดแล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกศิษย์วัดนี่แหละ 4 คน ช่วยนำทางและช่วยแบกของบางส่วนไปด้วย
"เด็กพวกนี้ก็ขึ้นกันบ่อย เดินกันจริงๆ แค่ชั่วโมงเดียว แต่ถ้าพวกโยมอาจจะใช้เวลาสักหน่อย เพราะมีข้าวของเยอะ" พระท่านเล่าให้ฟังด้วยว่า ที่นี่มีญาติโยมที่ศรัทธาหลวงพ่อปรีดา เจ้าอาวาสวัดป่าเกร๊ะคี เดินทางมาทำบุญกันบ่อยๆ และมักจะขึ้นไปกราบไหว้ที่เจดีย์บนยอดเขา ซึ่งเจดีย์นี้ ก็มาจากว่า หลวงพ่อได้รับพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุมาจากสมเด็จพระสังฆราช แต่ยังไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน ก็ขึ้นไปภาวนาบนเขา และได้นิมิตถึงจุดที่จะประดิษฐาน ก็เลยก่อเป็นเจดีย์เพื่อบรรจุไว้ ซึ่งเมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ก็ยังจัดงานบุญกัน
เส้นทางชัด อย่างหลวงพี่บอกไว้จริงๆ เพราะตลอดเส้นทาง จากด้านหลังวัดเข้าไปในแนวป่า เลาะตามธารน้ำตกขึ้นไประยะหนึ่ง ก็ไต่ขึ้นทางชัน มีเชือกเส้นใหญ่ผูกโยง ให้โหนพยุงตัวเองขึ้นไปได้ เดินไปหอบไป เส้นทางชันของจริง ยิ่งมาเดินกันตอนบ่ายแบบนี้ กว่าจะหลุดขึ้นไปถึงสันเขาที่พัก ก็หยุดหอบไปหลายยก แต่วิวที่เห็นเบื้องหน้า แทบอยากจะกรี้ดดังๆ สวยงาม ๆ ยิ่งยามอาทิตย์ตกเห็นลูกโต
เช้ามา เส้นแสงตะวันทักทายขอบฟ้า เห็นทะเลหมอก เท่านี้ก็คว้ากล้องไปส่องหามุมสวยๆ ริมเขา จุใจจริงๆ กับภาพที่เห็น แต่อีกด้านเส้นทางขึ้นสู่ยอดเจดีย์ที่สูงขึ้นไป ที่ได้ชื่อว่า "เลอกวาเดาะ" เป็นภาษาปกากะญอ ที่แปลว่า "เขาชมวิว" ทำเอาใจหวิวๆ เพราะเป็นทางขึ้นสันคมมีดที่ขวาก็เหว ซ้ายก็เหว แถมทางไต่ขึ้นลงยังชันดิ๊ก ดีที่ว่าบางช่วง มีเชือกเส้นใหญ่ผูกให้จับเบาใจหน่อย
ฉันเองตามถ่ายรูป ให้เพื่อนขึ้นไปท้าสายลม แสงแดด หอบศรัทธาลงมาเผื่อ พร้อมกับถ้อยความ...."ข้างบนนี่สวยจริงๆ เห็นทะเลหมอกรอบทิศ ยิ่งสันเขาที่เชื่อมไปลูกถัดไปนะ อื๊มมมมม ...." พูดแค่นี้ก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร หุหุ
ไหว้พระธาตุที่เจดีย์ ชื่นชมกับขุนเขากันพักใหญ่ๆ ก็กลับลงมาเก็บข้าวของ เดินทางกลับ ขาลงนี่ซิหมดเวลาไปแค่ชั่วโมงเศษๆ มีเวลาเก็บล้างข้าวของ ร่ำลาหลวงพ่อและหลวงพี่ ทั้งยังรับปาก หากมีโอกาสจะแวะกลับมาใหม่ กับเส้นทางถัดไปของขุนเขา ป่าสงวนรอยต่อของอำเภอท่าสองยางและอำเภอแม่วะแห่งนี้
--------------------
(ชวนเที่ยว : ขุนเขาแห่งศรัทธา ทะเลหมอกแม่ระเมิง : เรื่อง/ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)



