ไลฟ์สไตล์

เปิดภารกิจสนง.ปลัดสำนักนายกฯ

เปิดภารกิจสนง.ปลัดสำนักนายกฯ

29 ธ.ค. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ : 'ธงทอง จันทรางศุ' : เปิดภารกิจ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

                          ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านการทำงานเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ของรั้วจามจุรีนาน 21 ปี โดยตำแหน่งสุดท้ายคือ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นรับตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม 7 ปี แล้วจึงย้ายไปทำหน้าที่เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ นาน 3 ปี ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ “อาจารย์ธงทอง” ในฐานะผู้บรรยายความรู้เชิงประวัติศาสตร์ จารีตประเพณี ได้อย่างละเอียดลออและน่าฟัง

                          วันนี้เวลาปีเศษที่มารับภารกิจปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อาจารย์ธงทองกล่าวถึงงานของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ รอบทิศชนิด 360 องศา

                          “เนื้องานส่วนใหญ่เป็นงานตรวจติดตามการปฏิบัติตามระเบียบราชการ การประสานราชการ และงานพิเศษต่างๆ ซึ่งวันนี้ผมเป็นกรรมการอยู่ 190 กว่าชุด ซึ่งไม่ใช่ผมทำได้เองทั้งหมด ผมก็มีทีมงาน ท่านรองปลัด ท่านผู้ช่วยปลัด ท่านผู้ตรวจราชการ และข้าราชการในสำนักงานปลัด ช่วยกัน เราจึงเป็นเหมือนคนที่เชื่อมร้อยงานของคนทั้งหลายเข้าด้วยกัน มีปัญหาก็ต้องไปดูแลแก้ไข”

                          สำหรับงานการตรวจติดตามการปฏิบัติราชการ อาจารย์ธงทองเผยว่า มีแผนการตรวจ ไม่ใช่ผู้ตรวจ เดินสัพเพเหระไปเรื่อย โดยมี 2 เรื่องสำคัญที่เน้นเป็นพิเศษ

                          “เรื่องแรกคือ การรณรงค์แก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นเรื่องสำคัญของชาติ และเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย ก็จะมีกิจกรรมรณรงค์ การสอดส่องดูแลต่างๆ กระทรวงยุติธรรมก็มี ปปส. ส่วนการบำบัดฟื้นฟูก็จะเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข และยังมีกระทรวง ศึกษาธิการที่ให้ความรู้ประชาชนเรื่องยาเสพติด การที่ผู้ตรวจสำนักนายกฯ บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ตรวจกระทรวงอื่นจึงทำให้เห็นภาพรวมการทำงานเรื่องยาเสพติดในบ้านเราได้มาก

                          เรื่องที่สองคือ การบริหารจัดการน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว งานนี้มีกรรมการหลายชุดร่วมกันทำงาน เราก็ต้องทำหน้าที่ให้ข้อมูล นำเสนอประเด็นต่างๆ เข้าสู่การพิจารณา”

                          ขณะที่อีกหนึ่งภารกิจคือ การประสานราชการและงานพิเศษต่างๆ ซึ่งงานส่วนนี้ อาจารย์ธงทอง เปิดเผยข่าวดี ปี 2556 จะมีอีกหนึ่งเรื่องมงคล คือวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2556 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะเจริญพระชันษา 100 ปี

                          “รัฐบาลได้เตรียมการเฉลิมฉลอง ซึ่งคงไม่ใช่แต่เรื่องพิธีการเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญยิ่งคือธรรมะ คำสั่งสอน แนวปฏิบัติของสมเด็จพระสังฆราช ที่มีปรากฏอยู่ทั้งในหนังสือที่เป็นพระนิพนธ์ที่ทรงเรียบเรียงไว้ พระสุรเสียงที่เทศน์ไว้ ทำอย่างไรสิ่งเหล่านี้จะได้ปลูกฝังลงอย่างยั่งยืนในจิตใจคนทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้เริ่มประชุมแล้วกับหลายฝ่าย เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส วัดบวรนิเวศวิหาร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และลูกศิษย์ลูกหาของพระองค์ท่าน”

                          ภายใต้บริบทสังคมไทยที่ปลี่ยนแปลง โจทย์ข้อใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันตอบคือ การเตรียมรับประชาคมอาเซียน ที่แม้จะเลื่อนกำหนดเป็นปลายปี 2558 แต่ทุกภาคส่วนก็ต้องเตรียมตัว อาจารย์ธงทองให้ความเห็นที่น่าคิดเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของภาคราชการ

                          “ผมคิดว่ามี 2-3 เรื่องที่เราต้องช่วยกันทำงาน เรื่องแรก ส่วนราชการต่างๆ ต้องกรุณาทบทวนกติกาขององค์กรท่านว่าพร้อมรับประชาคมอาเซียนหรือไม่ เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เราเริ่มแล้ว จากเดิมการทำงานของ สคบ.จะเกี่ยวข้องกับคนที่ซื้อสินค้าในเมืองไทย ถ้าผู้ใช้เดือดร้อน ก็มาร้องทุกข์ที่ สคบ.แต่อนาคตทั้งสินค้าและคนจะข้ามพรมแดนมากขึ้น แล้วจะทำอย่างไร หรือวิธีพิจารณา ขณะนี้ระเบียบกำหนดให้ผู้ผลิตต้องทำคำชี้แจงมาภายใน 3 วัน แต่เมื่อเป็นประชาคมอาเซียน 3 วันนี่กว่าจะหาตัวผู้ผลิตที่อยู่เวียดนามเจอ แล้วจะติดต่อกันอย่างไร เรื่องคำร้องอีกล่ะ ปัจจุบันคนที่มาร้องทุกข์ต้องเขียนภาษาไทย แต่อนาคต อาเซียนตกลงใช้ภาษาอังกฤษเป็น Working Language ก็ต้องปรับตัว”

                          ทั้งนี้ สคบ.ไทย ได้จับมือกับ สคบ.ในอาเซียนทั้งหมด เพื่อวางแนวทางความร่วมมือ ปรับกติกา ปรับวิธีการทำงาน ระบบเอกสาร ให้ไปด้วยกันได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเดิม สคบ.ให้บริการคนไทย 67 ล้านคน แต่อนาคตต้องบริการพลเมืองอาเซียน 400-500 ล้านคน

                          ขณะที่ตัวบุคคลคือข้าราชการ อาจารย์ธงทองระบุถึงความเห็นส่วนตัวที่มองว่า สิ่งสำคัญคือข้าราชการไทยต้องปรับทัศนคติในการอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมอาเซียน

                          “ข้าราชการไทยต้องเข้าใจว่า การเป็นประชาคมอาเซียนซึ่ง 10 ประเทศมารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเราทันโลก มีความพร้อม จะได้ประโยชน์มาก แต่ถ้าไม่พร้อม อ่อนแอ เข้าประชาคมไปแล้วมีคนแข็งแรงกว่า เราจะเป็นฝ่ายขาดทุน คิดดูแล้วอยู่อย่างเดิมปลอดภัยกว่า แต่เมื่อโลกมันไปทางนี้ เราหยุดไม่ได้ เราก็ต้องปรับทัศนคติ พัฒนาตัวเองทั้งความรู้ความเข้าใจในอาเซียน และภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เพราะต่อไปหลายหน่วยงานต้องติดต่อกับพลเมืองอาเซียน เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย การข้ามแดน ตำรวจ ถ้าไม่เตรียมตัวก็จะพูดกันไม่รู้เรื่อง”

                          ตัวอย่างที่สะท้อนว่าคนไทยรู้เรื่องเพื่อนบ้านอาเซียนน้อยมาก เช่น ถ้าถามว่า ประมุขของ สปป.ลาว ซึ่งก็คือประธานประเทศ ชื่ออะไร? แล้วนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ชื่ออะไร? น้อยคนที่จะตอบได้

                          “เราต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในประชาคมอาเซียนให้มากขึ้นทุกมิติ ถ้าไปดูเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม เขาสนใจภาษาไทยมาก เพราะคนของเขาคาดเดาว่าการทำมาหากินจะต้องข้ามไปข้ามมา การค้าขายจะเกิดขึ้นมาก คนจะไปเที่ยวในแต่ละประเทศสะดวกขึ้น ถนนจะดีขึ้น เขาจึงเตรียมตัว คนเวียดนามมาเรียนที่มหาวิทยาลัยสารคามมากพอควร ผมไปที่มหาวิทยาลัยฮานอย เขามีแผนกวิชาภาษาไทยที่เข้มแข็ง อาจารย์ชาวเวียดนามพูดไทยชัดแจ๋ว เขาบอกจบปริญญาโทการสอนภาษาไทยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ ดังนั้นภายใน 3-5 ปี ผมคิดว่าจะมีคนเวียดนามที่สามารถทำงานกับคนไทยโดยพูดภาษาไทยได้เป็นร้อยคน แล้วเราล่ะ มีคนไทยที่พูดภาษาเวียดนามได้ดีถึงขั้นทำงานกับเขาได้สักเท่าไหร่ หรือภาษาบาฮาซาที่พูดในอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน เรามีคนไทยที่รู้ นี่แค่มิติด้านภาษานะครับ

                          แต่การจะคบค้าสมาคมกัน ไม่ใช่แค่เรื่องภาษา ยังมีมิติของวัฒนธรรม เขากินอยู่อย่างไร เราจะค้าขายกับเขา จะเอาสินค้าอะไรไปขายเขาดี ลวดลายควรเป็นอย่างไรถึงจะขายดี สิ่งเหล่านี้เรารู้มากพอหรือยัง คำตอบนี้อาจไม่ใช่คำตอบของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่นี่เป็นคำตอบในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมคิดว่าเราต้องทำการบ้านอีกมาก”

 

 

--------------------

(สัมภาษณ์พิเศษ : 'ธงทอง จันทรางศุ' เปิดภารกิจ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)