ไลฟ์สไตล์

วางกรอบเกษตรไทยสู่'สมาร์ทฟาร์มเมอร์'

วางกรอบเกษตรไทยสู่'สมาร์ทฟาร์มเมอร์'

28 ธ.ค. 2555

วางกรอบภาคการเกษตรไทย สู่รูปแบบ 'สมาร์ทฟาร์มเมอร์' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

                          ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยว่าด้วยรูปแบบ "สมาร์ทฟาร์มเมอร์" (smart farmer) หรือ เกษตรกรปราชญ์เปรื่อง ซึ่งปราชญ์ หมายถึง คนที่มีความรวดเร็ว เปรื่อง คือ คนที่รู้จักใช้ความคิด ดังนั้น สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หมายถึง ตัวเกษตรกรที่มีความรู้ในการประกอบอาชีพของตัวเองอย่างดีและสามารถแก้ไขปัญหาได้ มีความคิดรู้จักการวางแผน การผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

                          ต่อไปเกษตรกรจะรู้จักการใช้ข้อมูลต่างๆ ประกอบการตัดสินใจ และเป็นคนที่รู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาเรื่องของแรงงาน นอกจากนี้ยังเป็นคนที่เน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สมาร์ทฟาร์มเมอร์จะเป็นการพัฒนาคน พัฒนาตัวเกษตรกรเอง เพราะถ้าคนมีคุณภาพเข้าใจงานที่ตัวเองทำ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถแก้ปัญหาและจัดการได้

                          ยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงที่จะต้องมุ่งไปที่ตัวเกษตรกรเป็นสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า เกษตรกรที่จะเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์จะต้องมีรายได้เท่ากับหรือมากกว่าแรงงานขั้นต่ำ หรือวันละ 300 บาท ซึ่งขณะนี้โดยเฉลี่ยรายได้ของเกษตรกรอยู่ที่ครัวเรือนละ 132,000 บาทต่อปี ดังนั้นเกษตรกรที่จะเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ต้องมีรายได้ 180,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน โดยวิธีการจะให้เกษตรกรได้ปรับตัวเองให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์เริ่มจากการจัดกลุ่มของเกษตรกรทั่วประเทศ ที่ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 5.8 ล้านครัวเรือน มาจัดเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน โดยยึดพื้นฐานการผลิตปัจจุบันเป็นฐานในการพิจารณา ภายใต้หลักว่า จะมีการผลักดันเกษตรกรให้พัฒนาตัวเอง โดยไม่ฝืนธรรมชาติ หรือฝืนสภาพปกติที่ตัวเกษตรกรกำลังดำเนินการ

                          "วิธีการคือ การพัฒนาจากสิ่งที่เกษตรกรดำเนินการอยู่แล้ว โดยใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีเข้าไปเสริม ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กำลังมีการสรุปและการรวบรวมข้อมูล คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมปีหน้า โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเข้าไปหาเกษตรกรเป็นรายตัว เพื่อแนะนำการแก้ปัญหาต่างๆ และเสนอแนวคิดในสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้แก้ปัญหาในปัจจุบันได้" นายยุคล กล่าว

                          รมว.เกษตรฯ เผยต่อว่า ขณะนี้ได้ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ว่าต้องเร่งปรับแผนในการทำงาน ต้องมีความรู้ และเข้าใจเกษตรกรของตัวเองในแต่ละพื้นที่ว่าขณะนี้เกษตรกรแต่คน แต่ละกลุ่มแต่ละจังหวัดมีผลผลิตอย่างไร ปัญหาของสินค้าแต่ละชนิดเป็นอย่างไร โดยก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดเจ้าหน้าที่จะเข้าต้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ และเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรอีกด้วย นอกเหนือจากภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์

                          นอกจากนี้จะมีการเชื่อมโยงกับศูนย์วิจัยของกรมต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงการนำข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมาวางแผนการผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะดึงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมาตั้งเป็นศูนย์ที่กระทรวง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลที่สำคัญ ดังนั้นจากนี้ไปสมาร์ทออฟฟิศ (smart officer) ก็จะได้รับข้อมูลในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงทิศทางและนโยบายต่างๆ ที่กระทรวงจะได้จัดให้ โดยเฉพาะเรื่องของการวางแผนการผลิตที่ต้องมีการดึงเข้าข้อมูลต่างๆ ไปประยุกต์ ซึ่งงบประมาณดำเนินการให้ความช่วยเหลือ หรือแนะนำเกษตรกรนั้น แต่ละกรมได้มีการจัดสรรไว้แล้ว สามารถนำมาใช้ได้ทันที

                          "เจ้าหน้าที่เองก็ต้องปรับวิธีการทำงานให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศโดยเร็วที่สุด จากนี้จะไม่มีการจัดโครงการหว่านแห เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะจะเปลี่ยนมาเป็นการเข้าถึงตัวเกษตรกรมากขึ้น เพื่อเข้าหาปัญหาที่แก้จริงของเกษตรกร ดังนั้นสมาร์ทออฟฟิศจะเป็นหมอเฉพาะตัวที่เข้าไปรักษาคนไข้ ไม่ใช่การฉีดวัคซีนอย่างเดียว"

                          ยุคล กล่าวย้ำด้วยว่า นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ประสานกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรณีการนำทะเบียนเกษตรกรมาเพิ่มเป็นข้อมูลใส่ในบัตรประชาชนของเกษตรกร เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาการให้ความช่วยเหลือโครงการต่างๆ ของภาครัฐเกิดความซ้ำซ้อน รวมไปถึงการเป็นช่องทางปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ซึ่งการนำทะเบียนเกษตรกรมาใส่ไว้ในบัตรประชาชนจะทำให้เกิดเอกภาพ มีฐานข้อมูลที่แม่นยำ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เช่น ข้อมูลในการรับสินเชื่อและการเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น การรับจำนำข้าว

                          ทั้งนี้หลักการของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คือ การให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลาง เพราะการที่รัฐเข้าไปช่วยเหลือในโครงการต่างๆ จะเกิดผลกระทบเรื่องของกลไกตลาด กระบวนการในการผลิตของเกษตรกร รวมไปถึงความเชื่อมั่นและการการค้าในตลาดต่างประเทศ

                          นับเป็นอีกก้าวของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การบริหาร "ยุคล ลิ้มแหลมทอง" เจ้าของแนวคิดสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ที่ต้องการเห็นเกษตรกรไทยได้รับการพัฒนาเช่นเดียวกับเกษตรกรประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น และมั่นใจว่า การดำเนินการให้เกษตรกรเข้าสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพื่อรับมือการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ด้วย

 

 

--------------------

(วางกรอบภาคการเกษตรไทย สู่รูปแบบ 'สมาร์ทฟาร์มเมอร์' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)