ไลฟ์สไตล์

คมชัดลึกจัดถกพิพากษา...ศาลฎีกา

คมชัดลึกจัดถกพิพากษา...ศาลฎีกา

26 ธ.ค. 2555

รายการคม ชัด ลึก ทางเนชั่นแชนแนล จัดเรื่อง พิพากษา..ศาลฎีกา

              ปัญหาการรื้อถอนอาคารศาลฎีกา ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่ควรค่าแก่การอนุรักษ์นั้น เมื่อช่วงค่ำวันที่ 25 ธันวาคม รายการคม ชัด ลึก ทางเนชั่นแชนแนลได้หยิบประเด็นนี้มาหารือในหัวข้อ  : พิพากษา..ศาลฎีกา มีผู้เข้าร่วมรายการ คือ ดร.สุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร นายประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง อุปนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และนายชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

              ดร.สุวิชญ์กล่าวว่า การรื้อถอนอาคารศาลมีการเดินเรื่องมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยตนยังเป็นรองอธิบดีอยู่ ทางศาลได้เชิญไปดูงานการสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ ก็ไม่เข้าใจว่าจะสร้างหลังใหม่แล้วทำไมต้องมาทุบหลังเก่า แม้กรมศิลปากรจะไม่คัดค้านการสร้างหลังใหม่ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะทุบอาคารหลังเก่า เพราะทุกอาคารตอนนี้ไม่ได้เป็นทรัพย์สินของศาลแต่เป็นทรัพย์สินของชาติ ทุกอาคารที่อยู่ในการดูแลของศาลนั้นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมีคุณค่าทางมรดกของศาลเอง อาคารที่ทุบไปนั้นตนมีความเสียดายอย่างมาก เพราะสร้างในรัชกาลที่ 5 ดังนั้นที่ได้มีการทุบในเวลานี้ถือว่าศาลกำลังทำลายประวัติศาสตร์ชาติในยุคปลายกรุงรัตนโกสินทร์ที่นับวันจะเหลือน้อยลงทุกที ที่สำคัญถือว่าได้ทำลายมรดกของชาติที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างไว้จำนวนมาก จึงเห็นว่าเวลานี้มรดกของศาลจะทยอยหมดไปเรื่อยๆ ทั้งที่ศาลควรจะมีความหวงแหน รู้จักคุณค่าและประวัติศาสตร์ของตนเอง

              นายประเสริฐชี้ว่า วันนี้ตัวศาลเองยังไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ความเชื่อมโยงของบ้านเมืองว่าสิ่งไหนมีการจารึกอะไรไว้บ้าง เวลาจะทำอะไรสักอย่างเรามักจะใช้กฎหมายเป็นตัวตั้ง แต่ความจริงกลับไม่เคยนึกถึงภาคประชาชนว่า คนที่เขาเดินผ่านไปมาบริเวณนั้นจะรู้สึกอย่างไร ที่สำคัญแบบใหม่ที่จะสร้างขึ้นมาแทนนั้นมีหน้าตาอย่างไร เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเคยเห็นแบบดังกล่าว

              "ภาคประชาชนหายไปไหนกันหมด ทางกรมศิลป์ก็พยายามออกมาทักท้วง โดยใช้กฎหมายมาอ้าง แต่ศาลไม่เคยฟัง วันนี้ยังทุบตึกกันโครมๆ ก็ยังสงสัยว่าผู้ที่ถือกฎหมายเองมีความเคารพกฎหมายหรือเปล่า เรื่องนี้อย่างน้อยควรจะต้องหยุด เพื่อให้มีการพูดคุยกันในสังคม" นายประเสริฐระบุ     
 
              ขณะที่นายชาตรีเห็นว่า แบบก่อสร้างที่มีการแถลงนั้น ระบุว่าจะมีการเก็บไว้ 1 ตึก แต่ทราบว่าใช้แบบที่ไม่มีการเก็บเอาไว้เลยสักตึก ส่วนที่มีการอ้างเก็บเอาไว้เพราะเป็นที่ระลึกในร่างเอกราชสมบูรณ์ในปี 2481 แต่ที่ไปตรวจสอบหอจดหมายเหตุพบว่ามีอยู่จำนวน 2 ตึก ดังนั้นในแง่ของประวัติศาสตร์ก็ต้องเก็บรักษาเอาไว้ 2 ตึก แต่ยังไม่มีความชัดเจน

              ส่วนกรณีศาลยืนยันเดินหน้าต่อ โดยอ้างว่ายังไม่ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ดังนั้นอาคารต่างๆ ที่กรมศิลปากรยังไม่ประกาศ หรือรอการประกาศกว่าร้อยแห่ง เมื่อเป็นอย่างนี้อาคารเหล่านี้จะอ้างสิ่งที่ศาลได้ชี้ออกมาเป็นบรรทัดฐานเอาไว้ได้เหมือนกัน คำถามเหล่านี้กำลังรอศาลตอบออกมาให้ชัดเจน