ไลฟ์สไตล์

ข่าวเด่นกระทรวงแรงงานปี55

ข่าวเด่นกระทรวงแรงงานปี55

26 ธ.ค. 2555

ข่าวเด่นกระทรวงแรงงานปี55 : โดย...ธรรมรัช กิจฉลอง

              แม้กระทรวงแรงงาน(รง.)เป็นกระทรวงเล็กๆ แต่ในช่วงปี 2555 ก็มีหลายข่าวเกรียวกราวเรียกเสียงฮือฮา  จนกลายเป็นกระแสสังคมไม่แพ้กระทรวงใหญ่ๆ เลยทีเดียว !!

 

ค่าจ้าง 300 บาท

               นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย(พท.)โดยการนำของ"น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ประกาศหาเสียงไว้ในปี 2554  และเมื่อชนะการเลือกตั้ง รัฐบาล "ปู ยิ่งลักษณ์" และนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารกระทรวงต่างๆ เดินหน้าผลักดันนโยบายนี้กันแบบจริงจัง

                กระทั่งนโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท เกิดผลเป็นรูปธรรมในที่สุด ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากภาคธุรกิจที่ดังขึ้นมาเป็นระยะๆ แต่เสียงคัดค้านก็ค่อยๆ เบาลงเมื่อรัฐบาลออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น การลดภาษี การปล่อยสินเชื่อ เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจ โดยคณะกรรมการค่าจ้างมีมติเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2554 ให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 77  จังหวัดโดยเริ่มนำร่อง 7 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ และสมุทรสาคร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 และอีก 70 จังหวัดให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556

 

ขจัดค่าหัวคิวไปทำงานนอก

               ปัญหาแรงงานไทยถูกบริษัทจัดหางาน นายหน้าเถื่อนหลอกลวงหรือเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินความเป็นจริง หรือเรียกว่า "ค่าหัวคิว" มีมาอย่างยาวนาน  นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน คนปัจจุบัน ได้หยิบปัญหานี้ขึ้นมาแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเริ่มแรกได้สั่งระงับการจัดส่งแรงงานไทย 6,000 คนไปทำงานอิสราเอลในช่วงต้นปี 2555 หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แรงงานไทยที่ไปทำงานอิสราเอลกว่า 2 หมื่นคน เสียค่าบริการและค่าใช้จ่ายคนละ 3.5 แสนบาท รวมแล้วเป็นเงินหลายพันล้านบาท ทั้งที่ควรจ่ายเงินไม่เกินคนละ 1.2 แสนบาท เมื่อหารือกับทูตอิสราเอลก็ได้ข้อสรุปว่าเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินคนละ 7 หมื่นบาท และได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตบริษัทจัดหางาน 37 แห่งชั่วคราว

               พร้อมกับสั่งให้กรมการจัดหางาน(กกจ.) กระทรวงแรงงาน ไปแก้ไขระเบียบการเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้รัดกุม รวมทั้งเตรียมออกมาตรการจัดเกรดบริษัทจัดหางาน ล่าสุดเดินหน้าตรวจสอบสัญญาจ้างและแก้ปัญหาค่าบริการใช้จ่ายแรงงานไทยที่ไปทำงานไต้หวัน เมื่อพบว่าบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายรายละ 3 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท ซึ่งสูงกว่าที่กกจ.กำหนดไว้คนละไม่เกิน 1.4 หมื่นบาท

 

ดันไทยพ้นถูกจับตาค้ามนุษย์

               อีกหนึ่งนโยบายที่ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน มุ่งผลักดันคือ การทำให้ประเทศไทยพ้นจากการเป็นประเทศที่ต้องถูกจับตามองด้านการค้ามนุษย์เพราะทำให้ถูกต่างประเทศกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะไทยส่งออกกุ้งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 1 แสนล้านบาท โดยในปี 2556  ตั้งเป้าหมายอย่างน้อยจะทำให้ไทยลดเหลือระดับ 1 จากที่ในปี 2555 สหรัฐอเมริกายังคงจัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ 2.5 เช่นเดิม

               ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงออกประกาศขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานอันตราย รวมทั้งดึงผู้ประกอบการผลิตสินค้ากุ้งและปลา สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มาร่วมประกาศเจตจำนงต่อต้านการใช้แรงงานเด็กที่ผิดกฎหมายและแรงงานบังคับ 

               นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ยังเดินหน้าจัดระเบียบแรงงานด้านประมงและแรงงานต่างด้าว โดยหลังวันที่ 14 ธันวาคม 2555 จะส่งแรงงานต่างด้าวพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติกว่า 3.1 แสนคนกลับประเทศ และนำกลับเข้ามาโดยผ่านระบบเอ็มโอยูระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ตามที่ภาคธุรกิจยื่นขอโควตา รวมทั้งผลักดันแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วกว่า 1 ล้านคน เข้าสู่ระบบประกันสังคมภายในปี 2557 

 

ประกันสังคมถังแตกปี87

               กลายเป็นประเด็นร้อนทันที เมื่อสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยข้อมูลว่า กองทุนประกันสังคมซึ่งปัจจุบันมีเงินสะสม 946,376 ล้านบาทโดยในจำนวนนี้เป็นเงินสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพกว่า 7 แสนล้านบาท จะต้องเริ่มจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่ผู้ประกันตนที่อายุครบ 55 ปีในปี 2557 โดยมีผู้ประกันตนที่จะได้รับเงินบำนาญและบำเหน็จชราภาพรวม 125,000 คน ใช้เงินทั้งหมดกว่า 8,090 ล้านบาท

               หลังจากนั้นปี 2577 เงินกองทุนมียอดสะสมสูงสุด 4.59 ล้านล้านบาท มีผู้รับเงินบำเหน็จ 69,950 คน และรับเงินบำนาญรวม 444,610 ล้านบาท ปี 2578 กองทุนมีรายรับเท่ากับรายจ่าย และปี 2587 กองทุนจะอยู่ในภาวะติดลบ มีผู้รับเงินบำเหน็จและบำนาญรวม 6.3 ล้านคน ทั้งนี้ นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสปส. ชี้แจงว่า สปส.กำลังศึกษาวิธีแก้ปัญหา เช่น การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบ การขยายอายุเกษียณผู้ประกันตน เพื่อยืดอายุกองทุนประกันสังคมไว้ให้ได้นานที่สุด

 

เพิ่มความคุ้มครอง "แจ๋ว"

                บรรดาคนรับใช้ตามบ้าน หรือ "ผู้จัดการบ้าน" ทั้งคนไทยและต่างด้าว ที่มีอยู่ในประเทศไทย รวมประมาณ  4.4 แสนคนทั่วประเทศต่างดีอกดีใจกันถ้วนหน้า หลังกฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ 14 (พ.ศ.2555) ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับนี้ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่เป็นคนรับใช้ตามบ้าน ซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทรับเหมาทำความสะอาดใดๆ เช่น ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง, นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณี ปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน  ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุดต้องได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุด และ "นายเผดิมชัย  สะสมทรัพย์" รมว.แรงงาน ยังมีนโยบายส่งเสริมให้คนรับใช้ตามบ้าน เข้าสู่ระบบประกันสังคมด้วย

               ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวดีๆ และปัญหาที่รอการแก้ไขของกระทรวงแรงงาน ภายใต้ความรับผิดชอบของ "นายเผดิมชัย  สะสมทรัพย์" รมว.แรงงาน จากพรรคเพื่อไทย ในรอบปี 2555 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป !!

 

...................................................

(ข่าวเด่นกระทรวงแรงงานปี55 : โดย...ธรรมรัช  กิจฉลอง )